Email : hcothai@gmail.com


บทความ       << ย้อนกลับไปหน้าที่แล้ว ::

:: การจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านสุขภาพใน ต่างประเทศ : กรณีศึกษาประเทศสหราชอาณาจักร นิวซีแลนด แคนาดา ::

บทความจาก : ลงบทความเมื่อ : 5 กันยายน 2555  เวลา: 00:20 น.
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ : 1 ครั้ง

การจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านสุขภาพใน ต่างประเทศ :
กรณีศึกษาประเทศสหราชอาณาจักร นิวซีแลนด แคนาดา

ไพศาล ลิ้มสถิต *
29 เมษายน 2555


วิวัฒนาการของระบบกากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ     (Health  professional)  ใน ประเทศต่าง ๆ มีความเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต  เมื่อราว 20 ถึง 30 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างมาก กล่าวคือ หลายประเทศ มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านสุขภาพที่ทาหน้าที่กากับดูแลหรือ ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับระบบสาธารณสุข การให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนเพิ่มขึ้น จากสภาวิชาชีพที่มีอยู่มาแต่เดิม

วัตถุประสงค์หรือเหตุผลสาคัญในการจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านสาธารณสุขหรือด้านสุขภาพ  ต่างๆ ก็ คือ การคุ้มครองประชาชน  ผู้ป่วย หรือผู้บริการสาธารณสุขให้ได้รับบริการที่ปลอดภัยจากการ    เข้ารับ บริการสาธารณสุข รัฐจึงต้องมีระบบการควบคุมและกากับดูแลผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ประกอบวชาชีพ ไม่ว่าจะ เป็นการเรียนการสอนพื้นฐาน การพัฒนาทักษะ ความรู้ของวิชาชีพผ่านการฝึกอบรมของวิชาชีพนั้นๆ และ ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพ ตลอดจนการจัดทามาตรฐานทางวิชาชีพ การควบคุมจรรยาบรรณ แห่งวิชาชีพ รวมถึง มาตรการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่ปฏิบัติตามมาตร  ฐานต่างๆ ที่กาหนดไว   การ ปฏิบัติภารกิจของสภาวิชาชีพด้านสาธารณสุขในหลายประเทศ จะคานึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็น สิ่งสาคัญที่สุด และยังคงประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐอย่างใกล้ชิด


ประเทศสหราชอาณาจักร



ประเทศสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เป็นต้นแบบในเรองสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ของประเทศ ไทย และหลายประเทศในโลก จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ  เดิมนั้นประเทศนี้มี การจัดตั้งองค์กรวิชาชีพ ด้านสุขภาพเป็นครั้งแรก คือ แพทยสภาอังกฤษซึ่ง มีประวัติความเป็นมาย้อนไปเป็นเวลามากกว่า   150 ป ถูกก่อตั้งเป็นครั้งแรก ในปี ค .ศ. 1858 ใชชื่อในขณะนั้น ว่า “General Council of Medical Education and Registration  of the  United  Kingdom” ตามกฎหมายชื่อ Medical Act  (1858)  โดยผู้ร่าง
กฎหมายมีเจตนารมณ์คือ เพื่อแยกแยะความแตกต่างระหว่างคุณสมบัติของบุคคลที่สามารถให้การ

* นบ., นม. นักวิชาการศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธร รมศาสตร


1
ช่วยเหลือทางการแพทย์ (medical aid) หรือแพทย์ กับบุคคล ที่ไม่มีคุณสมบัติจะเป็น ผประกอบวิชาชีพ เวชกรรม (unqualified practitioners) เพื่อคุ้มครองประชาชนทั่วไปในการรับบริการสาธารณสุข

การจัดตั้งแพทยสภาอังกฤษที่เรียกในปัจจุบันว่า  General Medical Council (GMC) จึงถือเป็น จุดเริ่มต้นสาคัญของการควบค ม หรือกากับผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพครั้งแรก  ของประเทศสหราช อาณาจักร แพทยสภาอังกฤษถือเป็นสภาวิชาชีพด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีอาย เก่าแก่ที่สุดในโลก กฎหมายปัจจุบันเกี่ยวกับแพทยสภาอังกฤษคือ   Medical Act 19831    ปัจจุบัน แพทย์ ส่วนใหญ่ในสหร าชอาณาจักรเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป   (General  Practitioners  -GPs) ซึ่งมีบทบาท
สาคัญในการดูแลสุขภาพประชาชน

ปัจจุบันประเทศสหราชอาณาจักรมีองค์กรควบคุม หรือกากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่ ทาหน้าที่เป็น “Healthcare Regulator” จานวน 10 องค์กร2 โดยแต่ละองคกรมีขอบเขตความรับผิดชอบ ในการควบคุมหรือกากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ องค์กรเหล่านี้จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค สาคัญคือเพื่อคุ้มครองประชาชนและสิทธิของผู้รับบริการหรือผู้ป่วยเป็นสาคัญ โดยเฉพาะความปลอดภัย
จากการรับบริการด้านสุขภาพ โดยมีอานาจหน้าที่ตาม  กฎหมายซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพฯ ในสถานบริการ สาธารณสุขของรัฐและเอกชน มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขต่างๆ อาทิ การขึ้นทะเบียน (registration) ของผู้ประกอบวิชาชีพ    ถือเป็นเงื่อนไขสาคัญในการประกอบวิชาชีพทุกสาขากับนาย ทะเบียน ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบติตรงตามมาตรฐานที่กาหนดไว สาหรับบุคคลที่มิได้ขึ้นทะเบียนตาม กฎหมายแต่ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายบัญญัติไว จะถือว่าได้ละเมิดต่อกฎหมายและจะต้องถูกฟ้องร้อง ดาเนินคดีอาญา ข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ถือเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนสามารถ ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นการโทรสอบถาม หรือติดต่อทางอินเทอร์เน็ต

องค์กรที่ทาหน้าที่เป็นสภาวิชาชีพ หรือ Regulators ที่เกี่ยวกับการให้บริการสุขภาพ มีดังนี้

1)   General Medical Council (GMC) (แพทยสภาอังกฤษ)
2)   General Dental Council (GDC) (ทันตแพทยสภา)
3)   General Optical Council (GOC) (จักษุแพทยสภา)
4)   General Osteopathic Council (GOsC)
5)   General Chiropractic Council (GCC)
6)   General Pharmaceutical Council (GPhC) (สภาเภสัชกรรม)
7)   Health Professions Council (HPC)


1 ร่างผลการศึกษา โครงการวิจัย “การศึกษากลไกอภิบาลผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในต่างประเทศ : กรณีศึกษาประเทศ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด และแอฟริกาใต ”สนับสนุนโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) (2555), หน้า 10-14.
2  “Who regulates health and social care professionals?” at http://www.gmc-
uk.org/publications/corporate_publications.asp


2
8)   Nursing and Midwifery Council (NMC) (สภาการพยาบาลและการผดุงครรภ)
9)   Pharmaceutical Society of Northern Ireland (PSNI)
10) Council for Healthcare Regulatory Excellence (CHRE3)



  Health Professions Council

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอกล่าวถึงเฉพาะสภาวิชาชีพด้านสุขภาพที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในช่วงป ค .ศ. 2000 ถึง 2002 คือ Health Professions Council (HPC) องค์กรแห่งนี้เป็นผล จากการปฏิรูปแพทยสภา อังกฤษ ในขณะนั้น 4     ตามกฎหมายชื่อ  “Health  Professions  Order  2001”   และ “Health Professions Council (Constitution) Order 2009”  ซึ่งออกโดยอาศัยอานาจตามกฎหมายชื่อ“Health Act 1999” มาตรา 60 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ ค.ศ. 2002

บทบาทหลักของ HPC มี 2 ประการคือ

(1) การทาหน้าที่เป็นสภาวิชาชีพที่กากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพหรือผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสาธารณสุข

(2) การคุ้มครองประชาชน

อานาจหน้าที่หลักของ  HPC  ตามกฎหมาย คือ การทาหน้าที่เป็นนา ยทะเบียนรับขึ้นทะเบียน ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพตามมาตรฐานที่กาหนดไว ได้แก่ การฝึกอบรม ทักษะของผู้ประกอบวิชาชีพ (Professional skills) ในแต่ละด้าน มีพฤติกรรมและสุขภาพที่เหมาะกับวิชาชีพนั้นๆ

ผู้ประกอบวิชาชีพท อยู่ในความ รับผิดชอบ ของ HPC  มี 15 สาขา ได้แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพท รับผิดชอบคือ   Arts  therapists;  Biomedical  scientists;  Chiropodists/podiatrists;  Clinical scientists;   Dietitians;   Hearing   aid   dispensers;   Occupational   therapists;   Operating department   practitioners;   Orthoptists;   Paramedics;   Physiotherapists;   Practitioner
psychologists; Prosthetists/orthotists; Radiographers; Speech and language  therapists5
ตัวอย่างวิชาชีพที่อยู่ในกากับดูแล อาทิ

3  CHRE เป็นหน่วยงานนี้มีความสาคัญในการกากับดูแลและตรวจสอบการทางานของ regulators ด้านสุขภาพทั้ง 9
องค์กรข้างต้น มีเป้าหมายในการคุ้มครองประชาชน หรือผู้ป่วย
4  Reform of the General Medical Council: A paper for consultation (Department of Health, May 2002), p.11-12.
5  http://www.hpc-uk.org/aboutregistration/professions/



3
  นักศิลปะ บาบัด (Arts therapists) ใช้ดนตรีหรือการแสดงละครในการกระตุ้นให้ผู้รับการ บาบัดแสดงความรู้และอารมณ์ ของตนเองออกมาผ่านศิลปะ ด้วยการเขียนภาพ วาดภาพ ดนตรีและการแสดงละคร ชื่อของบุคคลเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสาขานี้จะใช้ชื่อนาหน้าว่า  Art psychotherapist, Art therapist, Dramatherapist หรือMusic therapist

  นักบาบัดด วยภาษาและการเปล่งเสียง  (Speech and language therapists) เป็นวิธีการ ประเมิน บาบัดรักษา และช่วยในการป้องกันการเปล่งเสียง การใช้ภาษา    และการกลืนที่ม ความยากลาบาก ชื่อของบุคคลเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสาขานี้จะใช้ชื่อนาหน้าว่า Speech and language therapist หรือ Speech therapist

  นักบาบัดที่ ใช้ช อว่า Occupational  therapists ซึ่งเป็นการใช้กิจกรรมบางอย่างในการ ควบคุมผลเสียหายจากความพิการของบุคคล และทาให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจาวันได้ อย่างมีเป็นอิสระด้วยตนเอง

ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทั้ง  15 สาขาน จะต้องผ่านการศึกษา อบรม และขึ้นทะเบียนกับ HPC จึงจะประกอบวิชาชีพในการรักษาผู้ป่วยได้ บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่าน จะไม่สามารถใช ชื่อเรียกดังกล่าวได้ เพราะมีกฎหมายกาหนดความผิดของบุคคลที่ใช้ดังกล่าวไว้ว่า อาจถือเป็นความผิดฐาน หลอกลวงประชาชน

  Community Health Councils ในแคว้นเวลส

หน่วยงานของรัฐอิสระที่จัดตงขึ้นตามกฎหมายที่ดาเนินงานในลักษณะอาสาสมัครที่เกี่ยวกับการ ให้บริการทางสุขภาพของภาครัฐ   ในประเทศสหราชอาณาจักร  ที่น่าสนใจคือ    “สภาสุขภาพชุมชน ” (Community Health Councils - CHCs) ของแคว้นเวลส (Wales)  องค์กรแห่งนี้จัดตั้งขึ้นในปี ค .ศ.
2004 โดยรัฐสภาแคว้นเวลส  (Welsh  Assembly)  เป้าหมายในการดาเนินงานของ  CHCs คือ การทา
หน้าที่เป็นองค์กรที่สะท้อนความต้องการของผู้ป่วยที่มีต่อการให้บริการของ   National Health Service (NHS7) ซึ่งเป็นระบบบริการสุขภาพของภาครัฐในสหราชอาณาจักร       โดยมีเป้าหมายคือ เพื่อพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพบริการสา  ธารณสุขของ  NHS  มีคณะกรรมการบริหาร   CHCs เป็นฝ่ายบริหาร การ
ดาเนินงานแบ่งได้เป็น 4 ด้านคือ


6  http://www.wales.nhs.uk/sitesplus/899/page/45274
7  National Health Service เป็นหน่วยงานที่ทาหน้าที่ให้บริการสุขภ าพของภาครัฐที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ สนับสนุนมากที่สุดจากกระทรวงสาธารณสุข (Department of Health) มีหน่วยงานให้บริการสุขภาพให้บริการตามพื้นที่ ต่าง ๆ ทั่วประเทศสหราชอาณาจักร หน่วยงาน NHS ในอังกฤษก็ต้องให้บริการประชากรมากถึง 52 ล้านคน โดยอาจ
เทียบเคียงได้กับสานักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ของไทย



4
1) ให้การช่วยเหลือและแนะนาประชาชนในชุมชน เกี่ยวกับปัญหาการให้บริการสาธารณสุขของ
NHS รวมถึงการรับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ
2) สะท้อนความเห็นและความต้องการของประชาชนหรือผรับบริการที่มีต่อนโยบายและแผนงาน ของผู้ให้บริการสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น
3) เฝ้าระวังคุณภาพการให้บริการของ NHS
4) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการของ NHS

การดาเนินงานของสภาสุขภาพชุมชน (Community Health Council) จะคานึงถึงประโยชน์ของ ผู้ป่วย หรือประชาชนที่ได้รับบริการสาธารณสุขจาก NHS เป็นสาคัญ อย่างไรก็ดีองค์กรแห่งนี้มีขนาดเล็ก ที่เริ่มจัดตั้งไม่นาน และมีขอบเขตการทางานที่จากัดเฉพาะบางเรื่อง จึงมี         จานวน ประชาชนที่เป็น อาสาสมัครไม่มากนักเพียง 280 คน และมีเจ้าหน้าที่ประจาสานักงานรวม 90 คน และอาจ กล่าวได้ว่า การ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครในสังกัด สภาสุขภาพชุมชน ในการให ข้อมูล ความช่วยเหลือแก่ประชาชน หรือ ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการสุขภาพจาก NHS ในชุมชนท้องถิ่นนั้น มีส่วนช่วยปรับปรุง พัฒนาบริการสาธารณสุข ของภาครัฐให้ดียิ่งขึ้น


ประเทศนิวซีแลนด


ประเทศนิวซีแลนด์มีประชากรรา ว 4,430,000 ล้านคน (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ  2555 ) ประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาจากชาวยุโรป ชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศคือ ชาวเมาร (Maori) มีจานวน ประชากรราว 6.7 แสนคน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน  2554 ) ประชากรในประเทศนี้มีอายุขัยเฉลี่ยราว
80.7 ป และถือว่าเป็นป ระเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ลาดับต้นๆ ของโลก โดยการจัดลาดับของ สานักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาต (UNDP) ใช้ตัวชี้วัด Human Development Index (HDI8) ในปี ค .ศ. 2011 คือ อยู่ในลาดับที่ 5 ของโลกจากทั้งหมด  184 ประเทศ นิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่จะได้ค่า HDI value สูงขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health) ของนิวซีแลนด์เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบาย การ ให้บริการสุขภาพ และการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประสานกับหน่วยงานด้านสุขภาพที่สาคัญของ ประเทศคือ National Health Board (NHB) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2009 มีบทบาทหน้าที่ในการวางแผน งานระบบให้บริการสุขภาพ การจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขในระดับประเทศ และกากับดูแล
คณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (District Health Boards - DHBs) จานวน 20 เขตทั่วประเทศ


8  http://hdrstats.undp.org/en/countries/profiles/NZL.html


5
หน่วยงานหรือสภาวิชาชีพที่ทาหน้าที่ควบคุมหรือกากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ (health professional regulatory bodies) ในนิวซีแลนด์มีหลายองค์กร  สภาวิชาชีพเหล่านี้จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายชื่อว่า “Health Practitioners Competence Assurance Act 2003” แต่ละสภาวิชาชีพจะมีอานาจหน้าที่ในการกาหนดมาตรฐานทางวิชาชีพ และควบคุม กำกับดูแลจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ดังนี้
1.   Medical Council of New Zealand (แพทยสภานิวซีแลนด)
2.   Nursing Council of New Zealand (สภาการพยาบาลแห่งนิวซีแลนด)
3.   Pharmacy Council (สภาเภสัชกรรม)
4.   Dental Council (ทันตแพทยสภา)
5.   Medical  Sciences  Council  of  New  Zealand (สภาวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่ง นิวซีแลนด)
6.   Midwifery Council of New Zealand (สภาการผดุงครรภ์แห่งนิวซีแลนด)
7.   Medical Radiation Technologists Board
8.   Psychotherapy Board
9.   Chiropractic Board
10. Dieticians Board
11. Occupational Therapy Board
12. Optometrists and Dispensing Opticians Board
13. Osteopathic Council
14. Physiotherapists Board
15. Podiatrists Board
16. Psychologists Board

สภาวิชาชีพเหล่านี้เป็นองค์กรที่มีอานาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกาหนดขอบเขตของวิชาชีพใน สาขานั้น ๆ, การกาหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ , การขึ้นทะเ บียนวิชาชีพและการออกใบรับรอง รวมถึงการกาหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ และมาตรฐานทางจริยธรรม องค์กรเหล่านี้มักจะแต่งตั้ง คณะกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพ   (professional  conduct  committees) ซึ่งสามารถดาเนินการ
สืบสวนผู้ประกอบวิชาชีพในเรื่องความสามารถในการปฏิบัติงาน    (competence)  และความประพฤต
ต่างๆ

การจัดสรรงบประมาณการดาเนินงานของสภาวิชาชีพเหล่าน จะได้รับจากการจัดเก็บ
ค่าธรรมเนียมประจาปีของผู้ประกอบวิชาชีพที่เป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพนั้นๆ


6
เมื่อพิจารณาถึง เรื่อง “บุคลากรหรือ กาลังคนด้านสุขภาพหรือด้านสาธารณสุข   ”  (Public health workforce) ในประเทศนี้พบว่า ประกอบด้วยบุคลากรด้านสุขภาพที่มีความหลากหลายในด้าน ความร ความเชี่ยวชาญในระดับต่าง   ๆ ตั้งแต่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสูงไปจนถึงผู้ที่ปฏิบัติงานที่ เกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น บุคลากรด้านสาธารณสุขเหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกันคือ การ เสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชน สมาชิกในครอบครัว สุขภาวะของคนในชุมชนท้องถิ่น (community health)

บุคลากรหรือกาลังด้านสุขภาพสามารถจัดแบ่งตามกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้
1.   Health protection officers
2.   Health promoters
3.   Community health workers
4.   Public health doctors
5.   Public health nurses
6.   Public health programme co-ordinators
7.   Public health policy analysts
8.   Public health dieticians / nutritionists

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะบุคคลกรด้านสาธารณสุขบางกลุ่ม        ซึ่งส่วนใหญ่จะทางานให้กับ คณะกรรมการสุขภาพในเขตพื้นที่ต่าง ๆ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ได้แก่

ก) Health protection officers

เจ้าหน้าที่คุ้มครองสุขภาพ (Health protection officers - HPOs) เป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงาน เกี่ยวกับสาธารณสุข การให้ข้อมูล คาแนะนา และการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (sustainable environments) ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านนี้อาจมีพื้นฐานความร ประสบการณ์ที่แตกต่างกันได้ ทางานประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข โดยมีอานาจหน้าที่ในการ     สืบสวนสอบสวนตามขอบเขต ภารกิจ ภารกิจหลักม  3 ด้านคือ 1) ความปลอดภัยของอาหาร  (food  safety)  2) โรคติดต่อ และ  3) ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (environmental health)

ตัวอย่างกิจกรรมของเจ้าหน้าที่คุ้มครองสุขภาพ เช่น การเยี่ยมบ้านและให้คาแนะนาแก่สมาชิก ในครอบครัวในกรณีที่ได้รับสารตะกั่ว, การเฝ้าระวังและกาจัดยุงต่างถิ่นในบริเวณท่าเรือและท่าอากาศยาน
, การติดตามโรคระบาดในชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด, การสืบสวนกรณีการรั่วไหลของสารเคมีและ ให้คาแนะนาแก่คนในชุมชน รวมถึงการพัฒนาโครงการเรื่องอาหารปลอดภัย คุณส มบัติของผู้ที่ทางานใน ตาแหน่งนี้คือ ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์     (Bachelor  of  Applied
Science) ด้านสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม






7
ข) Health promoters

ผู้ที่ปฏิบัติงานในตาแหน่งเจ้าหน้าที่สร้างเสริมสุขภาพ (Health promotion) คือ ผู้ที่มีบทบาท ในการสนับสนุนเรื่องการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่วน ประเด็นโภชนาการ การควบคุมการบริโภคยาสูบ   (Tobacco control) รวมถึงการป้องกันความรุนแรง โดยอาจมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะในชุมชนก็ได้ เช่น กลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา กลุ่มเด็ก เยาวชน

ตัวอย่างกิจกรรมที่ดาเนินการ  เช่น การสร้างเครือข่ายพันธมิตรของคนในชุมชนเรื่องปัญหา เด็กอ้วน การให้คาแนะนาเรื่องการตรวจระดับแอลก   อฮอล์ของคนขับขี่รถหรือยานพาหนะ การทางาน ร่วมกับองค์กรที่รับผิดชอบงานสาธารณสุขมูลฐาน   (Primary healthcare organization) เพื่อว างแผน งานและดาเนินการกิจกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาพและสาธารณสุข ผู้ที่จะทางานในตาแหน่งนี้ควรมีพื้น ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพหรือสังคมศาสตร และต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านที่กาหนดไว

ค) Community health workers

ผู้ที่ทางานในตาแหน่งเจ้าหน้าที่สุขภาพชุมชน (community health workers) มักจะ เป็นผู้ที่ มีบทบาทโดดเด่นในชุมชนของตนเอง และสามารถเป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างบุคลากรด้านสุขภาพที่มีความ เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (เช่น แพทย์ พยาบาล ) กับการตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน เนื่องจากใน ประเทศนิวซีแลนด์มีชนพื้นเมือง  ชาวเมาร (Maori) จานวนราว 6.7 แสน คน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน
2554) จากประชากรทั้งหมดราว 4,430,000 ล้านคน ดังนั้น แพทย์จึงอาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมของชนพื้นเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อการบาบัดรักษาโรค หรือการให้บริการสาธารณสุขเป็นอย่าง มาก เจ้าหน้าที่สุขภาพชุมชนที่มักเป็นคนท้องถิ่นหรือชนพื้นเมืองจะทาหน้าที่เป็นตัวกลางในเรื่องนี้ ในการ สื่อสารและถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพที่จาเป็นให้คนในชุมชน ลักษณะงานจึงค่อนข้างกว้าง เช่น ประเด็น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล การควบคุมยาสูบ ปัญหาสุขภาพช่องปาก ประเด็นสิ่งแวดล้อม    ปัญหา การติดยาเสพติดของเยาวชน การให้ความรู้ทางโภชนาการ อาหารสุขภาพ รวมถึงงานบริการสังคมต่างๆ (social services) ผู้ที่จะทางานในด้านนี้ควรจะได้รับใบประกาศนียบัตรด้านทักษะการทางานในชุมชน (Certificate in Community Skills) หรือใบประกาศนียบัตรด้านการสร้างเสริมส ขภาพ (Certificate in
Health Promotion)


8
ประเทศแคนาดา

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกคื อ จากข้อมูล ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาต  (the United Nations Human Development Index9 หรือ HDI) ป ค.ศ. 2009  พบว่า สถานะด้านส ขภาพของคนแคนาดา มีสุขภาพที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก กล่าวคือมีคุณภาพชีวิตที่ดีในลาดับที่ 4 ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประชากรส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาสูง เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
(Organisation for Economic Co-operation and Development-OECD) ที่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนา แล้ว โดยข้อมูลช่วงป  1999 ถึง 2009 ประชากรแคนาดาที่มีอายุระหว่าง   25 ถึง 64 ปีจบการศึกษาใน ระดับมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 39 ในปี 1999 เป็นร้อยละ 50 ในปี 2009 ในขณะท
ค่าเฉลยของประเทศสมาชิก OECD ในปี 2009 ยังอยู่ที่ร้อยละ 3010   ในด้านคุณภาพชีวิตของคนแคนาดา
นั้น องค์การสหประชาชาติได้จัดลาดับให้ประเทศแคนาดาเป็นประเทศหนึ่งที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ด ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นการดารงชีวิต อายุเฉลี่ยและระดับการศึกษาของประชากร อีกทั้  งยังมีวัฒนธรรม และภาษาที่หลากหลาย

เนื่องด้วยระบบการปกครองของแคนาดาเป็นแบบสหพันธรัฐ    (Federation)  หรือสมาพันธรัฐ (Confederation) มีรัฐบาลกลาง (Federal Government) และมีรัฐบาลมลรัฐ  10 มลรัฐ (Provinces) และดินแดน (Territories) 3 เขต รวมเป็น 13 เขตปกครอง รัฐบาลกลางได้มอบอานาจการจัดระบบการ ให้บริการสาธารณสุขหรือระบบสุขภาพจึงเป็นอานาจหน้าที่ของเขตปกครองต่างๆ    ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เฉพาะมลรัฐอัลเบอร์ต้า (Alberta)

มลรัฐอัลเบอร์ต้า

มลรัฐอัลเบอร์ต้ามีกฎหมายที่เกี่ยวกับสุขภาพหรือระบบสาธารณสุขในระดับ Act มากถึง 30 ฉบบ มีระบบการควบคุม กากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพหลายสาขา      (health  professions)  ผ
ประกอบวิชาชีพฯ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกกากับ ควบคุมกันเอง    โดยองค์กรวิชาชีพที่จัดตั้งขึ้น  ที่เรียกว่า

9  HDI เป็นการสรุปภาพรวมดัชนีชี้วัดการบรรลุเป้าหมายของประเทศต่าง ๆ ใน 3 ด้านหลักที่เกี่ยวกับการพัฒนามนุษย ได้แก สุขภาพ ความร และมาตรฐานการครองชีพที่ดีของประ ชาชนในประเทศนั้นๆ โดยดัชนีด้านสุขภาพจะวัดจากอาย ขัยเฉลี่ยของประชากร และมีการใช้ตัวชี้วัดหลายร้อยตัว
at http://hdr.undp.org/en/statistics/faq/question,68,en.html
10  “Education indicators in Canada: An international perspective” (Statistics Canada, 2009) at
http://www.statcan.gc.ca/daily-quotidien/110913/dq110913b-eng.htm

9
colleges” ตามกฎหมายชื่อ “HEALTH PROFESSIONS ACT” (2000)11 จึงกล่าวได้ว่า ผประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพในมลรัฐนี้อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้

กฎหมาย HEALTH PROFESSIONS ACT มีรูปแบบเฉพาะการกากั บดูแลผู้ประกอบวิชาชีพ ด้าน สุขภาพ กล่าวคือ ผู้ประกอบวิชาชีพสาขาต่างๆ สามารถทาการบาบัดรักษา หรือให้บริการสุขภาพแก่บุคคล ตามขอบเขตวิชาชีพของตนเอง โดย ไม่มีระบบผูกขาดการทางานของวิชาชีพหนึ่งวิชาชีพใด เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลผดุงครรภ สามารถสั่งใช้จ่ายตามขอบเขตวิชาชีพของตนเองได้ และมีการประกอบ วิชาชีพหรือกิจกรรมบางอย่างที่ถูกควบคุม เพราะเป็นกรณีที่มีความเสี่ยง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของ ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการสาธารณสุข เช่น การฉีดวัคซีน หรือการสั่งให้เอ็กซเรย์ตรวจร่างกาย เป็นกิจกรรมท ต้องกระทาโดยผู้ที่มีความร ผ่านการฝึกอบรมเป็นการเฉพาะเท่านั้น


ตารางแสดงรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพและสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง


Profession                                                          Regulatory Body

upuncturists                                                   College and Association of Acupuncturists of Alberta

Alberta College of Speech-Language Pathologists and Audiologists

College of Chiropractors of Alberta

d X-ray Technologists      Alberta College of Combined Laboratory and X-Ray Technologists

College of Alberta Dental Assistants Association College of Registered Dental Hygienists of Alberta College of Dental Technologists of Alberta
Alberta Dental Association and College

College of Alberta Denturists

College of Dietitians of Alberta

College of Hearing Aid Practitioners of Alberta

College of Licensed Practical Nurses of Alberta

herapeutic Technologists Alberta College of Medical Diagnostic and Therapeutic Technologists

Alberta College of Medical Laboratory Technologists

Midwifery Health Discipline Committee* Read about Midwifery

Alberta Association of Naturopathic Practitioners Alberta College of Occupational Therapists Alberta Opticians Association
Alberta College of Optometrists


11  “Regulated health professions” (Government of Alberta)
at http://www.health.alberta.ca/professionals/regulated-professions.html



10
Profession                                                          Regulatory Body

Alberta College of Paramedics

Alberta College of Pharmacists

College of Physical Therapists of Alberta College of Physicians and Surgeons of Alberta Alberta Podiatry Association
College of Registered Psychiatric Nurses of Alberta

College of Alberta Psychologists

College and Association of Registered Nurses of Alberta

College and Association of Respiratory Therapists of Alberta ers                                                   Alberta College of Social Workers
-Language Pathologists                             Alberta College of Speech-Language Pathologists and Audiologists

*Notes:                                                              *This profession is administered by Alberta Health and Wellness. Call 780-
422-2733


ตัวอย่างเช่น Alberta College of Social Workers (ACSW) เป็นสภาวิชาชีพท มีอานาจตาม กฎหมายคือ การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเป็น   “นักสังคมสง เคราะห ” (social workers) การออก กฎเกณฑ์ทางจริยธรรม และการคุ้มครองประชาชน  เป้าหมายสาคัญของงานสังคมสงเคราะห์คือ การทา ให้ประชาชนมีคุณภาพการดารงชีวิตที่ดีขึ้นโดยใช้วิชาชีพของตนเอง ด้วยอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ของ คนในชุมชน การช่วยเหลือในการแก้ปัญหาและการพัฒนาศ กยภาพของคนในพื้นที่ การเข้าถึงทรัพยากร ต่างๆ การสร้างความยุติธรรมทางสังคม (social justice) เพื่อคนทุกคน

ขอบเขตงานของ “Social work” ของมลรัฐอัลเบอร์ต้า มีดังนี้12
1.   พัฒนา ปรับปรุง การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาศักยภาพของประชาชนและระบบ สาธารณสุข
2.   สนับสนุนการดาเนิน การต่าง ๆ อย่างมีมนุษยธรรมและมีประสิทธิภาพ   ด้วยการจัดให้มี บริการและทรัพยากรต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน
3.   เชื่อมโยงประชาชนกับระบบบริการสาธารณสุขต่าง ๆ ด้วยการจัดสรรทรัพยากร บริการ และโอกาสต่าง ๆ
4.   สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับปรุงนโยบายสังคม (social policy)

อนึ่ง สมาพันธ์นักสังคมสงเคราะห์ระหว่างประเทศ    (International Federation  of  Social
Workers: IFSW) ให้ความหมายของคา “สังคมสงเคราะห” (Social Work) ไว้ว่า “สังคมสงเคราะห์เป็น

12  “What is Social Work?” at
http://www.acsw.ab.ca/public/what_we_do/promote_social_work/what_is_social_work


11
วิชาชีพที่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคม การแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของคน และกระตุ้นเสริมพลัง ให้คนสามารถช่วยตนเองได้ โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมของคนและระบบสังคม    สังคมสงเคราะห์ช่วยเชื่อม ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ  สังคมสงเคราะห์มีรากฐานที่ สาคัญ คือ หลักสิทธิมนุษยชนและหลัก ความยุติธรรมในสังคม”  ลักษณะสาคัญของนักสังคมสงเคราะห์มีลักษณะสาคัญคือ   1) ผู้ปฏิบัติงานด้าน สังคมสงเคราะห์ในลักษณะวิชาชีพ (professional) เป็นผู้ที่ผ่านกระบวนการฝึกฝนในด้านความร ทัศนคติ และทักษะทางสังคมสงเคราะห์จากสถาบันทา  งการศึกษา และ 2) ผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ใน
ลักษณะอาสาสมัคร (voluntary)13

บทบาทหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ในมลรัฐอัลเบอร์ต้า มีขอบเขตงานค่อนข้างกว้าง เช่น การ ช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติด การให้บริการสาธารณสุข การให้คาปรึกษาสมาชิกในครอบครัว การพัฒนาชุมชน สถานศึกษาโรงเรียน การคุมประพฤต การวางแผนสังคม สวัสดิการหรือการช่วยเหลือพนักงานลูกจ้าง กิจกรรมเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจในมลรัฐออนแทริโอ  (Ontario) ประเทศแคนาดา ซึ่งมีการ จัดตั้งหน่วยงานชื่อว่า  Health Professions Regulatory Advisory Council (HPRAC) มีบทบาท หน้าที่สาคัญ ตามกฎหมายชื่อ  Regulated  Health  Professions  Act,  1991   (RHPA)  ในเรื่อง การ เสนอแนะหรือให้คาแนะนาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสุขภาพและการดูแลรักษาในระยะยาว   (Minister of Health and Long-Term Care) ของรัฐบาลม ลรัฐ เพื่อพิจารณ าความจาเป็นในการออกกฎหมาย รับรองการจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านสุขภาพขึ้นใหม่ในมลรัฐนี้หรือไม่ และมีเหตุผลความจาเป็นอย่างไร โดยมี แนวปฏิบัติในการพิจารณาในประเด็นนี้ รวมถึงการให้คาแนะนาเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ บริการสุขภาพที่เสนอต่อผู้ป่วยของสภาวิชาชีพต่างๆ

ตัวอย่างเช่น กลุ่มวิชาชีพด้านสุขภาพที่เสนอให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านสุขภาพใหม่ขึ้น จะต้อง ผ่านหลักเกณฑ์การประเมินสาคัญประการแรกคือ มีความจาเป็นเพียงใดที่จะต้องมีกฎหมายควบคุม กากับ ดูแลวิชาชีพนั้นๆ กล่าวคือ การประกอบวิชาชีพนั้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงท  จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชนหรือไม่ เพียงใด และการจัดตั้งสภาวิชาชีพดังกล่าวขึ้นมา จะทาให
ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง


บทสรุป

การพัฒนาบุคลากรหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวกับระบบบริการสาธารณสุขหรือบริการสุขภาพ
ในสาขาต่างๆ ในกรณีศึก  ษาต่างประเทศ มีความก้าวหน้าไปอย่างมาก     โดยเฉพาะการขยายตัวของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพในสาขาต่างๆ เพื่อรองรับความจาเป็นของการให้บริการสาธารณสุขในแต่ละ


13  ยุพา วงศ์ไชย และ ทิพาภรณ โพธิ์ถวิล, บรรณาธิการ,  สาร านุกร มทางสังค มสงเค ร าะ ห ์ศ าสต ร  (ฉบ ับ ทด ลองใช้ )
(กรุงเทพฯ : สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย, 2542), หน้า 349-352.



12
ประเทศ ประเทศ ที่พัฒนาแล้วอย่าง สหราชอาณาจัก ร นิวซีแลนด แคนาดา มีการพัฒนาวิชาชีพเฉพาะ สาขา ในขณะเดียวกันภาครฐยังให้การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร หรือกาลังคนด้านสุขภาพที่สอดคล้อง กับความต้องการของคนในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ

การจัดตั้งสภาวิชาชีพที่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณสุขหรือสุขภาพขึ้นมาใหม่ มีวัตถุประสงค เพื่อควบคุม กากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ ซึ่งเป็นการสร้า งความมั่นใจว่าการประกอบวิชาชีพนั้นๆ มี ความปลอดภัยต่อประชาชน หรือผู้รับบริการสาธารณสุข และยังช่วยรักษามาตรฐานวิชาชีพ การควบคุม จริยธรรมแห่งวิชาชีพอีกด้ว



ดาวน์โหลดไฟล์: การจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านสุขภาพใน ต่างประเทศ : กรณีศึกษาประเทศสหราชอาณาจักร นิวซีแลนด แคนาดา