Email : hcothai@gmail.com


บทความ       << ย้อนกลับไปหน้าที่แล้ว ::

:: บันทึกวิเคราะห์สรุป สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... ::

บทความจาก : ลงบทความเมื่อ : 5 พฤศจิกายน 2555  เวลา: 19:19 น.
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ : 1 ครั้ง

 ** ลิขสิทธิ์: สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข. เขียน/เรียบเรียงและวิเคราะห์โดย: ทัศนีย์ บัวคำ อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และ รศ.ดร.สุรชาติ ณ หนองคาย ที่ปรึกษา สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข เพื่อนำเสนอวุฒิสภา  เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2555

บันทึกวิเคราะห์สรุป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .......

..........................


          การเสนอขอให้มีพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขในครั้งนี้ มีความสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันการศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ สถาบันพระบรม  ราชชนก ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ชมรมสถานีอนามัยแห่งประเทศไทย สมาคมหมออนามัย กลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ โดยมอบให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 24 ท่าน ร่วมลงนามเสนอร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ...... และมีการนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา


ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๒ นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หมออนามัย อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และประชาชน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ..... ต่อสภาผู้แทนราษฎร และเสนอบัญชีรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอให้มีกฎหมาย ไปเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ รวมกว่า ๑๔,๘๙๒ ราย  ซึ่งรอการพิจารณารับหลักการในวาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว (ชุดที่ ๒๓) จนมี พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ และต่อมารัฐสภาได้มีมติเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อไปตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ ตามมาตรา ๑๕๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)  ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... (นางสาวปาริชาติ  ชาลีเครือ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)  ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๓๘ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕  โดยที่จัดทำบันทึกเจตนารมณ์และบทวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ..... ในบางมาตราที่เป็นประเด็นปัญหาเพื่อประกอบการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว


๑.เจตนารมณ์ของการมีพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข


๑.๑ หลักการ

๑) มีความสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๓ ส่วนที่ ๙ มาตรา ๕๑ บัญญัติรับรองสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐของประชาชนผู้เป็นบุคคลทั่วไป และประชาชนเป็นผู้บุคคลผู้ยากไร้ เสมอกัน อย่างเหมาะสม และได้มาตรฐาน ซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์ ตลอดจนผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


๒) เพื่อให้สิทธิดังกล่าวของประชาชนได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ได้บัญญัติไว้ในหมวด ๕ แนวนโยบายแห่งรัฐ ส่วนที่ ๔ มาตรา ๘๐ (๒) โดยกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพอันนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน รวมทั้งจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุข โดยผู้มีหน้าที่ให้บริการดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย


ดังนั้น การกระทำใดๆ ก็ตามที่จะสนับสนุน ส่งเสริม หรือคุ้มครองประชาชนให้ได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและทั่วถึง จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะเดียวกันผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวก็ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้วย มิใช่ปล่อยให้กระทำการไปอย่างขาดการควบคุมจนประชาชนได้รับบริการที่ต่ำว่ามาตรฐานและขาดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ให้บริการสาธารณสุขทุกประเภทจึงพึงต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ รวมทั้งหมออนามัย หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานีอนามัย หรือในชุมชนเหล่านี้ด้วย


๓) ปัจจุบันการปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคยังไม่มีมาตรฐานวิชาชีพ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ รวมถึงมาตรฐานของงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมสาธารณะ โดยให้มีการตรากฎหมายรับรองเป็นการเฉพาะ ในขณะที่บริบทและสถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบสุขภาพ และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาวะโลกร้อน และการเกิดโรคก็มีความรุนแรง โรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ เช่น ปัญหาการเกิดภัยพิบัติจากน้ำท่วม ปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการดิ้นรนของประชาชนเพื่อซื้อสุขภาพดี ขณะที่สังคมและเศรษฐกิจเป็นลักษณะที่ไม่พอเพียง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสุขภาพทั้งสิ้น และส่งผลต่อนโยบายของรัฐในระดับประเทศที่ต้องหยุดชะลอลง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทันต่อสถานการณ์และก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ซึ่งสถานีอนามัยถือเป็นกลไกการจัดบริการในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและประชาชนอย่างมากที่สุด จึงจำเป็นต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีทักษะและองค์ความรู้เฉพาะที่สามารถจะป้องปรามและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงทีอย่างมีมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาบุคลากรสาธารณสุข และหมออนามัยเหล่านี้ให้มีมาตรฐานวิชาชีพ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานของงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยมีสาเหตุมาจาก

๓.๑) ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมเสี่ยงร่วมกับการเกิดโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่ได้สัดส่วนเพียงพอต่อการลดความเสี่ยง ขาดกิจกรรมทางกาย หรือการออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ ดื่มสุราและเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์และของมึนเมา ความเครียด รวมถึงกรรมพันธุ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประเพณี และสภาพสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และโรคอ้วน

๓.๒) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา คนไทยเริ่มป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดสมองตีบ/ตัน และโรคปอดอุดตันเรื้อรัง จำนวน ๗๑๘,๒๙๗ ราย เฉลี่ยเดือนละ ๖๐,๐๐๐ ราย หรือป่วยเพิ่มนาทีละ ๑ คน 

๓.๓) หลังจากที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕สัดส่วนการใช้บริการในสถานบริการสาธารณสุขของประชาชน มีแนวโน้มไปใช้บริการที่สถานีอนามัย หรือหน่วยบริการปฐมภูมิเพิ่มขึ้น และประชาชนมีความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการของเจ้าหน้าที่ในหน่วยบริการปฐมภูมิมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันมีผู้รับบริการที่สถานีอนามัยมากกว่าร้อยละ ๔๘

๓.๔) มีปัจจัยเร่งที่สำคัญต่อการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมวิชาชีพ นั่นคือ การจัดบริการสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ. เทศบาล และ อบต.) รวมถึง กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยการเปิดศูนย์บริการสาธารณสุขของเทศบาลรวมกว่า ๒๘๔ แห่ง และกรุงเทพมหานครทุกเขต จำนวน ๖๘ เขต/๗๖ สาขา/แห่ง (อ้างในรายงานการสาธารณสุขไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ – ๒๕๕๒) เพื่อให้บริการประชาชนในการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมโรคและป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมทั้งการถ่ายโอนสถานบริการสาธารณสุขระดับตำบล โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน ๕๐๑ แห่ง และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จำนวน ๒๗ แห่ง ได้แสดงเจตจำนงขอรับการถ่ายโอนสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข

๓.๕) การแพร่ระบาดของสื่อที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ ทั้งในเรื่องความเชื่อ การวิจัยที่ไม่ได้มาตรฐานและด่วนสรุป การเสนอขายสินค้าและบริการ ประชาชนไร้ที่พึ่งในการคัดกรองข่าวสาร รวมถึงขาดการนำกฎหมายไปบังคับใช้ และกฎหมายหลายฉบับของกระทรวงสาธารณสุขไม่ทันต่อยุคสมัยและสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

๓.๖) สังคมโลก รวมถึงสังคมไทยเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ

๓.๗) การที่สังคมไทยจะต้องเข้าสู่การประเทศในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน


๑.๒ เหตุผลและความจำเป็นในการตรากฎหมาย

๑)พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานในการปฏิบัติงานของบุคคลด้านการสาธารณสุข         

๒) ให้มีมาตรฐานและควบคุมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ

๓) จัดตั้งสภาการสาธารณสุขชุมชนขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน

๔) ควบคุมมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลซึ่งไม่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ



๑.๓ สาระสำคัญของการมีกฎหมายในการควบคุมวิชาชีพ

 เน้นที่การมีมาตรฐานและจริยธรรม/จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ โดยให้มีการพัฒนาองค์ความรู้เป็นการเฉพาะของกลุ่มบุคลากรสาธารณสุข และ/หรือหมออนามัย จนสามารถระบุขอบเขต หรืออาณาจักรที่เป็นอิสระเชิงวิชาการ และบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรม และมีความรู้ความสามารถจนถึงขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีได้อย่างเหมาะสม หรือมีศิลปะในการทำงานนั้นได้ด้วยตนเอง โดยมิต้องอยู่ภายใต้การกำกับควบคุม หรือสั่งการจากบุคคลอื่น ซึ่งในปัจจุบันโดยพฤตินัยแล้วระบบได้ปล่อยให้บุคคลเหล่านี้กระทำโดยอิสระในการให้บริการอยู่แล้วอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 96 ปี ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีการควบคุมจำกัด และจะต้องเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะมีแพทย์และบุคลากรอื่นอย่างเพียงพอ หากบุคลากรเหล่านี้ไม่มีความเป็นวิชาชีพ ก็ย่อมหมายถึงประชาชนไม่ได้รับบริการที่มีมาตรฐานตามไปด้วยประการที่สำคัญประชาชนยังได้รับบริการที่ต่ำกว่าสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาอย่างยาวนาน จึงน่าจะถึงเวลาที่สมควรที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องนี้ โดยการตรากฎหมายออกมารองรับความเป็นวิชาชีพ เพื่อเป็นการกำกับควบคุมมาตรฐานและจริยธรรมของบุคลากรเหล่านี้พอสรุปดังนี้

๑) กำหนดให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ มีโครงสร้างของกฎหมาย ซึ่งประกอบด้วย ๗ หมวด ดังต่อไปนี้

                    (๑) บทนิยามและความหมายของคำต่างๆ เช่น วิชาชีพการสาธารณสุข(ร่างมาตรา ๓)

        (๒) สภาการสาธารณสุข (ร่างมาตรา ๕ ถึงมาตรา ๙)

        (๓) สมาชิก (ร่างมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๒)

        (๔) คณะกรรมการสภาวิชาชีพการสาธารณสุข(ร่างมาตรา ๑๓ ถึงมาตรา ๒๓)

        (๕) การดำเนินการของคณะกรรมการ(ร่างมาตรา ๒๔ ถึงมาตรา ๒๖)

        (๖) การควบคุมการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข (ร่างมาตรา ๒๗ ถึงมาตรา ๔๓)

        (๗) การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ร่างมาตรา ๔๓ ถึงมาตรา ๔๖)

       


(๘) บทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา ๔๗ ถึงมาตรา ๔๙)

        (๙) บทเฉพาะกาล (ร่างมาตรา ๕๐ ถึงมาตรา ๕๓)


๒) ประเด็นสำคัญและเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาในร่างพระราชบัญญัตินี้


๒.๑) กำหนดขอบเขตของการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขให้หมายความว่าวิชาชีพที่ กระทำต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในชุมชนเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การควบคุมโรค การตรวจวินิจฉัยและการบำบัดรักษาโรคเบื้องต้น การดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย และการฟื้นฟูสภาพ ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยในชุมชน โดยนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ แต่ไม่รวมถึงการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และ

“การประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข”หมายความว่า การกระทำการสาธารณสุขต่อบุคคลครอบครัว ชุมชน และอนามัยสิ่งแวดล้อม มีการกระทำต่อไปนี้

                       (๑) การส่งเสริมการเรียนรู้  การแนะนำและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การควบคุมโรค การรักษาโรค และการฟื้นฟูสภาพต่อบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยการผสมผสานต่อเนื่อง  และเชื่อมโยงเป็นองค์รวม

                       (๒) การประยุกต์หลักวิทยาศาสตร์ โดยการกระทำด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อการควบคุมป้องกันปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค และลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยต่อบุคคล ครอบครัว และชุมชน

                       (๓) การตรวจวินิจฉัยและการบำบัดรักษาโรคเบื้องต้น การดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และการวางแผนครอบครัวตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

                       (๔) การตรวจประเมินอาการเจ็บป่วย และการช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อการส่งต่อตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด


๒.๒) กำหนดให้มีสภาการสาธารณสุขมีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาวิจัยและการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข การควบคุมกำกับและกำหนดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข และการควบคุมดูแลความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข การช่วยเหลือ แนะนำและเผยแพร่ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสาธารณสุข และการให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับวิชาชีพการสาธารณสุข รวมทั้งการส่งเสริมและผดุงรักษาไว้ซึ่งความสามัคคี สิทธิ ความเป็นธรรม และสวัสดิการของสมาชิกสภาการสาธารณสุข รวมทั้งเป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขของประเทศไทย

๒.๓) กำหนดให้สภาการสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข ออกคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการประพฤติผิดของ   ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข การให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาวิชาชีพการสาธารณสุขในระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาที่จะทำการสอนวิชาชีพการสาธารณสุข การรับรองปริญญา ประกาศนียบัตรเทียบเท่าปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตรหรือวุฒิบัตรในวิชาชีพการสาธารณสุขของสถาบันต่างๆ การรับรองหลักสูตรต่างๆ สำหรับการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรของสถาบันที่จะทำการสอนหรือฝึกอบรมวิชาชีพการสาธารณสุขรวม และการรับรองวิทยฐานะของสถาบันดังกล่าว และจัดทำแผนการดำเนินงานและรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อสภานายกพิเศษ

๒.๔) กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาการสาธารณสุข รวมทั้งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสภาการสาธารณสุข ได้แก่ ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข แสดงความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับกิจการของสภาการสาธารณสุขต่อคณะกรรมการสภาการสาธารณสุข รวมทั้งเลือก รับเลือกตั้ง หรือรับแต่งตั้งเป็นกรรมการสภาการสาธารณสุข

๒.๕) กำหนดให้มีคณะกรรมการสภาการสาธารณสุข ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กรรมการซึ่งมาจากการเลือกกันเองของคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ หรือหัวหน้าภาควิชาที่ผลิตบัณฑิตด้านการสาธารณสุขในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากสถาบันพระบรมราชชนกหนึ่งคน กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากแพทยสภา สภาเภสัชกรรม และสภาการพยาบาล กรรมการซึ่งมาจากการเลือกกันเองของผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการซึ่งมาจากการเลือกกันเองขององค์กรเอกชนที่ดำเนินการโดยมิใช่เป็นการหาผลกำไรซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกสภาการสาธารณสุข

๒.๖) กำหนดให้คณะกรรมการสภาการสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่บริหารและดำเนินกิจการสภาการสาธารณสุข แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ กำหนดแผนการดำเนินงานและงบประมาณของสภาการสาธารณสุข และออกข้อบังคับสภาการสาธารณสุขในเรื่องต่าง ๆ

๒.๗) กำหนดให้การสาธารณสุขเป็นวิชาชีพ ซึ่งผู้ที่จะประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขจะต้องได้รับอนุญาตจากสภาการสาธารณสุข โดยผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขจะต้องได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเท่าปริญญาด้านการสาธารณสุข และผ่านการทดสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภาการสาธารณสุข รวมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนต้องประกอบวิชาชีพภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดและเงื่อนไข และต้องประพฤติให้เป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสาธารณสุข

๒.๘) กำหนดห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขทำการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข หรือกระทำด้วยวิธีใดๆ ที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากสภาการสาธารณสุข เว้นแต่ (**ปรับปรุงเพิ่มเติม)

(๑) การช่วยเหลือประชาชนตามหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือตามธรรมจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน

(๒) นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการฝึกอบรม ซึ่งการทำฝึกหัด หรือฝึกอบรมในความควบคุมของสถาบันการศึกษาวิชาการสาธารณสุขของรัฐ หรือที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จัดตั้งสถาบันทางการแพทย์ของรัฐ หรือสถาบันการศึกษา

(๓) บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กระทำการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

(๔) บุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

(๕) การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งได้ผ่านการอบรมและได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถจากกระทรวงสาธารณสุข ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

๒.๙)กำหนดกระบวนการกล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขที่ประพฤติผิดข้อจำกัด เงื่อนไข และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสาธารณสุขโดยกำหนดให้ผู้มีสิทธิในการกล่าวหา ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายเพราะการประพฤติผิดของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข บุคคลอื่น และกรรมการสภาการสาธารณสุข และให้บุคคลดังกล่าวยื่นหรือแจ้งเรื่องกล่าวหาต่อสภาการสาธารณสุข

๒.๑๐) กำหนดให้คณะกรรมการสภาการสาธารณสุขมีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งในการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขประพฤติผิดข้อจำกัด เงื่อนไข และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสาธารณสุข ได้แก่ ยกข้อกล่าวหา ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต

๒.๑๑) กำหนดโทษอาญา สำหรับกรณีของบุคคลที่ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาการสาธารณสุข กรณีของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนที่ทำการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขในระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กรณีบุคคลที่สมาชิกภาพแห่งสภาการสาธารณสุขสิ้นสุดลง แต่ไม่ส่งคืนใบอนุญาตต่อเลขาธิการสภาการสาธารณสุข กรณีบุคคลที่ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ และบุคคลที่ไม่มาให้ถ้อยคำหรือไม่ส่งเอกสาร หรือวัตถุใด ๆ ตามที่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและคณะอนุกรรมการสอบสวนเรียกหรือแจ้งให้ส่ง


๓. สรุป


งานสาธารณสุขเป็นงานที่สำคัญที่ทุกฝ่ายยอมรับ และประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO)เกี่ยวกับการพัฒนาสุขภาพของประชาชนในด้านการสาธารณสุขมูลฐาน(PHC)ลักษณะของงานสาธารณสุขมีความชัดเจนที่ไม่มีความทับซ้อนกับวิชาชีพอื่น กล่าวคือ มีการประเมินความเสี่ยงและการดูแลความปลอดภัยในสถานประกอบการและชุมชน (Risk assessment and work safety)การสุขาภิบาลและการดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน (EIA, HIA)การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ การเฝ้าระวัง คัดกรอง และควบคุมการป้องกันการเกิดโรคในชุมชน การรายงานและจัดการฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุข การวินิจฉัยชุมชนและแก้ปัญหาสาธารณสุขของชุมชน การดูแลความเป็นธรรมของสุขภาพคนในชุมชน การสร้างและพัฒนาระบบและกลไกการขับเคลื่อนสุขภาพของชุมชนให้พร้อมเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ และเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ และการประสานความร่วมมือในการแก้ปัญหาสาธารณสุขแบบองค์รวม ร่วมกับทุกสาขาวิชาชีพต่างๆ


ฉะนั้น การที่บุคลากรสาธารณสุข และ/หรือหมอนามัยได้ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนที่มีมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นวิชาชีพ โดยกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันการศึกษาเป็นผู้ให้การศึกษาอบรมบุคลากรเหล่านี้ และการที่กระทรวงสาธารณสุขได้ยินยอมและอนุญาตให้บุคลากรสาธารณสุข และ/หรือหมออนามัยปฏิบัติงานในส่วนที่กระทำต่อร่างกายมนุษย์ที่มีลักษณะก้าวล่วงเข้าไปในวิชาชีพสาขาต่างๆ บางส่วนเท่าที่จำเป็นในชุมชนมาเป็นเวลานานย่อมแสดงให้เห็นว่าบุคลากรเหล่านั้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพโรคศิลปะ แต่เป็นวิชาชีพที่มีการผสมผสานหลายสาขาในการทำงานซึ่งน่าจะเป็นวิชาชีพเฉพาะอีกสาขาหนึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ งานในส่วนนี้อาจเรียกว่างานของหมออนามัย จึงจำเป็นต้องได้รับการตรากฎหมายรองรับ ส่วนงานอีกกลุ่มของบุคลากรสาธารณสุขที่กระทำต่อชุมชนจึงไม่เข้าข่ายการกระทำต่อมนุษย์โดยตรง แต่เป็นการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment)ให้บุคคลและชุมชนมีการส่งเสริมสุขภาพจึงเป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่เรียกว่า “วิชาชีพการสาธารณสุข” การตรากฎหมายเพื่อรับรองบทบาทการให้บริการสาธารณสุขของบุคลากรสาธารณสุขกลุ่มนี้จึงเป็นการสนองแนวนโยบายที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๐ (๒) แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนในชุมชนสังคมไทยจะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และมาตรฐานอย่างทั่วถึง เป็นตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ


โดยที่เป็นการสมควรพัฒนาให้มีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐ