Email : hcothai@gmail.com


บทความ       << ย้อนกลับไปหน้าที่แล้ว ::

:: ผ่าทางตันกระทรวงสาธารณสุข "แก้ปัญหาวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข" ::

บทความจาก : ลงบทความเมื่อ : 26 มีนาคม 2556  เวลา: 13:16 น.
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ : 1 ครั้ง
                     ผ่าทางตันกระทรวงสาธารณสุข
"แก้ปัญหาวิธีการจ่ายเงินค่าตอบ
แทนให้กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข"
++++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++

สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข (สวส.)
เสนอ “ทางออกแก้ปัญหาวิธีการจ่ายเงิน
ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข” ต่อสื่อมวลชน

วันนี้ (25 มี.ค.) นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวถึงปัญหาวิธีการจ่ายเงินค่
าตอบแทนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังคงถกเถียงและไม่ได้ข้อยุติขณะนี้ ตนเห็นด้วยในหลักการที่ต้องมีการทบทวนถึงวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวใหม่ มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อกำลังคนทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ขาดแคลน และส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขอื่นในทุกกลุ่ม ประเด็นที่สำคัญที่ต้องพูดถึงและต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือการลดความเหลื่อมล้ำของบุคลากรสาธารณสุขในทุกกลุ่มเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมและเสมอภาค จึงเสนอ “ให้ทบทวนวิธีการจ่ายเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใหม่ให้มีความสอดคล้องกับผลการปฏิบัติงานของแต่ละพื้นที่และหน่วยบริการแต่ละระดับที่มีความแตกต่างกัน โดยให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ปฏิบัติงานให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มอื่นๆ เพิ่มขึ้นกว่าเดิมที่ผ่านมา เช่น กลุ่มนักสาธารณสุขและหมออนามัยที่ดูแลรักษาชาวบ้านอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือสถานีอนามัยเดิมเกือบหนึ่งหมื่นแห่ง แต่กลับไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ จากกลุ่มเหล่านี้และแทบไม่มีใครพูดถึง”

นายไพศาลให้ความเห็นว่า “การทบทวนวิธีการจ่ายเงินดังกล่
าวนั้นควรคำนึงถึงผลกระทบทางด้านสภาพคล่องทางการเงินไว้ด้วย เพื่อป้องกันผลเสียต่อคุณภาพการให้บริการประชาชน ควรนำข้อมูลเชิงประจักษ์ออกมาพูดคุยกัน ไม่ใช่การบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริงโดยอิงประโยชน์เฉพาะกลุ่มตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการจ่ายค่าตอบแทนฉบับที่ 4 6 และ 7 ที่เป็นแบบอัตราเดียว (Flat Rate) หรือการปรับใหม่เป็นแบบจ่ายตามผลงาน (P4P: Pay for Performance)” ทั้งนี้ นายไพศาลเชื่อว่า “วิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนทั้งสองลักษณะไม่ถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากในแต่ละพื้นที่หรือหน่วยบริการแต่ละแห่งต่างมีความหลากหลายในบริบทและสภาพปัญหาด้านกำลังคน การเงิน ปัจจัยแวดล้อมและภาระงานที่แตกต่างกันไป จึงเห็นว่าไม่ควรจำกัดวิธีการใดเฉพาะแล้วบังคับใช้เหมือนกันทั้งประเทศ ในโรงพยาบาลบางแห่งอาจทำความตกลงแบบสมัครใจโดยใช้ลักษณะวิธีการจ่ายที่สอดคล้องตามผลการปฏิบัติงานผสมผสานกับแบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย ทั้งในพื้นที่ปกติ พื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่พิเศษหรือเสี่ยงภัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกันโดยนำประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นตัวตั้ง ส่วน รพ.สต.นั้นไม่เหมาะสมกับวิธีการจ่ายค่าตอบแทนแบบ P4 P แต่ควรใช้วิธีการจ่ายตามผลการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ภาระงาน และกำลังคน ซึ่งทั้งหมดต้องลดอคติของกลุ่มตนเองและรับฟังข้อคิดเห็นซึ่งกันและกันให้มากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรมองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือเลือกข้างจากการชี้นำจากส่วนกลางอย่างเดียว มิเช่นนั้นยิ่งสร้างความขัดแย้งเป็นวงกว้างมากขึ้นและอาจเกิดปัญหาใหม่ขึ้นในวงการสาธารณสุขที่ยากต่อการแก้ปัญหาในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกระทรวงสาธารณสุข”
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++

แหล่งข้อมูล: Tasanee Boukam, March 25, 2013.

ผ่าทางตันกระทรวงสาธารณสุข
"แก้ปัญหาวิธีการจ่ายเงินค่าตอบ
แทนให้กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข"
++++++++++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++

สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข (สวส.)
เสนอ “ทางออกแก้ปัญหาวิธีการจ่ายเงิน
ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข” ต่อสื่อมวลชน

วันนี้ (25 มี.ค.) นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวถึงปัญหาวิธีการจ่ายเงินค่
าตอบแทนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังคงถกเถียงและไม่ได้ข้อยุติขณะนี้ ตนเห็นด้วยในหลักการที่ต้องมีการทบทวนถึงวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวใหม่ มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อกำลังคนทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ขาดแคลน และส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขอื่นในทุกกลุ่ม ประเด็นที่สำคัญที่ต้องพูดถึงและต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือการลดความเหลื่อมล้ำของบุคลากรสาธารณสุขในทุกกลุ่มเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมและเสมอภาค จึงเสนอ “ให้ทบทวนวิธีการจ่ายเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใหม่ให้มีความสอดคล้องกับผลการปฏิบัติงานของแต่ละพื้นที่และหน่วยบริการแต่ละระดับที่มีความแตกต่างกัน โดยให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ปฏิบัติงานให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มอื่นๆ เพิ่มขึ้นกว่าเดิมที่ผ่านมา เช่น กลุ่มนักสาธารณสุขและหมออนามัยที่ดูแลรักษาชาวบ้านอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือสถานีอนามัยเดิมเกือบหนึ่งหมื่นแห่ง แต่กลับไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ จากกลุ่มเหล่านี้และแทบไม่มีใครพูดถึง”

นายไพศาลให้ความเห็นว่า “การทบทวนวิธีการจ่ายเงินดังกล่
าวนั้นควรคำนึงถึงผลกระทบทางด้านสภาพคล่องทางการเงินไว้ด้วย เพื่อป้องกันผลเสียต่อคุณภาพการให้บริการประชาชน ควรนำข้อมูลเชิงประจักษ์ออกมาพูดคุยกัน ไม่ใช่การบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริงโดยอิงประโยชน์เฉพาะกลุ่มตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการจ่ายค่าตอบแทนฉบับที่ 4 6 และ 7 ที่เป็นแบบอัตราเดียว (Flat Rate) หรือการปรับใหม่เป็นแบบจ่ายตามผลงาน (P4P: Pay for Performance)” ทั้งนี้ นายไพศาลเชื่อว่า “วิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนทั้งสองลักษณะไม่ถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากในแต่ละพื้นที่หรือหน่วยบริการแต่ละแห่งต่างมีความหลากหลายในบริบทและสภาพปัญหาด้านกำลังคน การเงิน ปัจจัยแวดล้อมและภาระงานที่แตกต่างกันไป จึงเห็นว่าไม่ควรจำกัดวิธีการใดเฉพาะแล้วบังคับใช้เหมือนกันทั้งประเทศ ในโรงพยาบาลบางแห่งอาจทำความตกลงแบบสมัครใจโดยใช้ลักษณะวิธีการจ่ายที่สอดคล้องตามผลการปฏิบัติงานผสมผสานกับแบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย ทั้งในพื้นที่ปกติ พื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่พิเศษหรือเสี่ยงภัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกันโดยนำประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นตัวตั้ง ส่วน รพ.สต.นั้นไม่เหมาะสมกับวิธีการจ่ายค่าตอบแทนแบบ P4 P แต่ควรใช้วิธีการจ่ายตามผลการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ภาระงาน และกำลังคน ซึ่งทั้งหมดต้องลดอคติของกลุ่มตนเองและรับฟังข้อคิดเห็นซึ่งกันและกันให้มากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรมองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือเลือกข้างจากการชี้นำจากส่วนกลางอย่างเดียว มิเช่นนั้นยิ่งสร้างความขัดแย้งเป็นวงกว้างมากขึ้นและอาจเกิดปัญหาใหม่ขึ้นในวงการสาธารณสุขที่ยากต่อการแก้ปัญหาในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกระทรวงสาธารณสุข”
++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++

แหล่งข้อมูล: Tasanee Boukam, March 25, 2013.