Email : hcothai@gmail.com


บทความ       << ย้อนกลับไปหน้าที่แล้ว ::

:: 2 ต.ค.56 ประวัติศาสตร์จารึก“นักสาธารณสุข” วิชาชีพที่ 8 ในวงการสาธารณสุข ::

บทความจาก : ลงบทความเมื่อ : 5 ตุลาคม 2556  เวลา: 22:35 น.
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ : 1 ครั้ง
จากเหนือสุดจรดท้ายปลายด้ามขวาน จากเชียงรายไล่เรียงลงสู่ปัตตาน “กลุ่มหมออนามัย” ไม่ต่ำกว่า 3,000 ชีวิต ตบเท้าแสดงพลังหน้ารัฐสภาด้วยความหวัง ... หวังเพียงเพื่อ “ทวงสัญญา” และทวงถามถึง “ศักดิ์ศรี” ที่พึงได้รับ

2 ต.ค. 2556 ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ... 100 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเพียรภาวนาให้ความฝันกลาย
เป็นจริง


ตั้งแต่ช่วงเช้า “กลุ่มหมออนามัย” ทั่วประเทศ รวมตัวกันอย่างแข็งขั้นบริเวณหน
้าพระบรมรูปทรงม้าท่ามกลางท้องฟ้าที่ครึ้มฝน ในวันนี้หัวใจทุกดวงมีเป้าหมายเดียวกัน คือวิงวอนให้สภาผู้แทนราษฎร “เลื่อน” การพิจารณา พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ขึ้นมาให้ความเห็นชอบอย่างเร่งด่วน

10 นาฬิกาตรง สองเท้านำร่างที่ล้นเปี่ยมด้วยค
วามเชื่อมั่นเคลื่อนสู่หน้ารัฐสภาไทย ก้าวแล้วก้าวเล่า คนแล้วคนเล่า เนืองแน่นเต็มประดาเป็นประจักษ์ถึงความจำเป็น

รถเครื่องเสียงคันนั้นกำลังนำกา
รปราศรัย “กลุ่มหมออนามัย” ในเครื่องแบบเสื้อสีฟ้าโห่ร้องแย้มรอยยิ้ม สองมือขึงป้ายผ้าแสดงถิ่นฐานการทำงาน

“เราได้รับข่าวดีมาแล้วว่า พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน
จะถูกเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในเวลา 13.00 น. ของวันนี้” ใครคนนึ่งประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ใครอีกหลายพันคนไม่สามารถเก็บอาการความยินดีไว้ได้อีกต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มคนเหล
่านี้ “ลาพักร้อน” มารวมตัวหน้ารัฐสภา แต่นี่คือครั้งแรกที่กฎหมายซึ่งนำเสนอโดย 14,583 ชีวิต กำลังจะบรรลุผล

ทัศนีย์ บัวคำ อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ยอมรับว่า ที่ผ่านมาถูกกีดกันขัดขวางอย่าง
หนัก จาก 7 วิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทยสภา รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่ยอมรับการทำงานของหมออนามัย

อย่างไรก็ดี ในวันนี้มีความมั่นใจว่าจะสำเร็
จ และเชื่อว่าภายในเดือนพ.ย.นี้ จะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิให้กับ “หมออนามัย” ทั้ง 4หมื่นชีวิต

สำหรับ “หมออนามัย” คือกลุ่มบุคคลที่เป็น “ข้าราชการเต็มขั้น” เริ่มตั้งแต่ระดับ 4-7 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลส
่งเสริม สุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) โดยบุคคลเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็น “แพทย์” ตามนิยามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่โดยพฤตินัยแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานทั้ง “รักษาพยาบาล” “ส่งเสริมป้องกันโรค” “ควบคุมโรค” และ “การฟื้นฟู”

นั่นหมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานอย่างห
นักเพื่อสุขภาพของคนในชุมชน เป็น “ด่านแรก” หรือเปรียบเป็น “ที่พึ่ง” ของชาวบ้านตาดำๆ

ทว่า กลุ่มคนเหล่านี้กลับถูก “ครหา” และ “หยามเหยียด” มาโดยตลอดว่าเป็น “หมอเถื่อน” หรือกระทั่ง “ไม่มีความรู้” เพียงพอที่จะมาให้การรักษาคนไข้
นอกจากนี้ทุกการรักษาเพื่อประคับประคองชีวิตของผู้ป่วยโดยหมออนามัย กลับเปิดช่องให้ “ถูกฟ้อง” ได้ตลอดเวลา ... เรียกได้ว่า ขา 1 ข้าง เหยียบไว้ในห้องขังแล้ว

ตามโครงสร้างของรพ.สต. แน่นอนว่าต้องมี “พยาบาลวิชาชีพ” ประจำอยู่ ... ในบางแห่ง พยาบาลวิชาชีพ เป็นเพียงอัตราเดียวที่มี“สภาวิ
ชาชีพ” รองรับ นั่นหมายความว่ามีโอกาสได้รับทั้งเงิน เดือนและเบี้ยตามวิชาชีพ ในขณะที่ “หมออนามัย” ซึ่งทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ และไม่ได้มีภาระงานน้อยกว่า “พยาบาลวิชาชีพ” แต่อย่างใด กลับได้รับเงินเพียงเศษเนื้อข้างเขียง

จึงไม่มีเหตุผลใดที่คู่หรือหนัก
แน่นพ่อจะคัดง้างไม่ให้ก่อกำเนิด “กฎหมาย” เพื่อคุ้มครองและยกระดับ “หมออนามัย” เป็น “วิชาชีพ”

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน
ได้กำหนดนิยามคำว่า “วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน” หมายถึงวิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในชุมชนเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การควบคุมโรค การตรวจประเมิน และการบำบัดโรคเบื้องต้น

อย่างไรก็ดี ไม่รวมถึงการประกอบโรคศิลปะตามก
ฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และการสาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

นอกจากนี้ มีการกำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณร
วมถึงสิทธิและความเป็นธรรมของผู้ที่ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข มีการส่งเสริมให้มีการวิจัยและเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนและองค์กรเกี่ยวกับการสาธารณสุข มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขอย่างชัดเจน เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และต้องมีความรู้ในวิชาชีพสาธารณสุขโดยได้รับปริญญาในวิชาชีพสาธารณสุขที่สภาวิชาชีพการสาธารณสุขรับรอง เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ยังได้กำหนดให้เฉพาะบุคคลที่มีใ
บอนุญาตถึงจะมีสิทธิปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขได้ โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะการกระทำในฐานะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น และกำหนดข้อจำกัดเงื่อนไขและจรรยาบรรณของการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขของผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพสาธารณสุข รวมถึงหากมีกรณีมีผู้เสียหายก็สามารถทำหนังสือร้องเรียนผู้ที่กระทำความผิดนั้นยื่นต่อสภาวิชาชีพสาธารณสุขมีบัญญัติบทลงโทษโดยในขั้นสูงสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพนั้นได้กระทำความผิดจริง

แม้ย่ำค่ำแต่ฟ้าเปิด ... 100 ปีที่ผ่านมา กับการเพียรภาวนาความฝันกลายเป็
นจริงแล้ว

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ 382 เสียง เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.การสาธารณส
ุขชุมชน

นพ.พูลชัย จิตอนันตวิทยา ที่ปรึกษาสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข
ระบุว่า ภายหลังกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ จะมีการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพ” ของกลุ่มหมออนามัยขึ้นมา โดยสภาวิชาชีพจะกำหนดเกณฑ์ คุณสมบัติ และมาตรฐานของผู้ปฏิบัติวิชาชีพ จากนั้นจะมีการเปิดสอบเพื่อให้หมออนามัยที่ทำงานอยู่แล้วเข้ามาสอบเพื่อคัดกรองผู้ที่มีความสามารถ เมื่อผ่านการสอบก็จะได้รับใบประกอบวิชาชีพ แต่จะต้องมีการมาสอบซ้ำเพื่อต่ออายุทุกๆ 5 ปี

“แน่นอนว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกั
บทั้ง 2 ฝ่าย สำหรับคนไข้ก็จะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพจากผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน ส่วนหมออนามัยก็จะได้ศักดิ์ศรี ได้รับการยอมรับ และมีโอกาสได้เบี้ยจากวิชาชีพเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานเพื่อชุมชนต่อไป” คุณหมอพูลชัย ระบุ

นี่จึงเป็นวันที่ประวัติศาสตร์ต
้องจารึก เป็นการก่อกำเนิด “วิชาชีพ” สาขาที่ 8 ของวงการสาธารณสุข

Credit: http://www.hfocus.org/content/
2013/10/
4978#sthash.frPGiKUD.dpuf

Hfocus -จากเหนือสุดจรดท้ายปลายด้ามขวาน จากเชียงรายไล่เรียงลงสู่ปัตตานี “กลุ่มหมออนามัย” ไม่ต่ำกว่า 3,000 ชีวิต ตบเท้าแสดงพลังหน้ารัฐสภาด้วยความหวัง ... หวังเพียงเพื่อ “ทวงสัญญา” และทวงถามถึง “ศักดิ์ศรี” ที่พึงได้รับ

2 ต.ค. 2556 ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ... 100 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเพียรภาวนาให้ความฝันกลายเป็นจริง

ตั้งแต่ช่วงเช้า “กลุ่มหมออนามัย” ทั่วประเทศ รวมตัวกันอย่างแข็งขั้นบริเวณหน้าพระบรมรูปทรงม้าท่ามกลางท้องฟ้าที่ครึ้มฝน ในวันนี้หัวใจทุกดวงมีเป้าหมายเดียวกัน คือวิงวอนให้สภาผู้แทนราษฎร “เลื่อน” การพิจารณา พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ขึ้นมาให้ความเห็นชอบอย่างเร่งด่วน

10 นาฬิกาตรง สองเท้านำร่างที่ล้นเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นเคลื่อนสู่หน้ารัฐสภาไทย ก้าวแล้วก้าวเล่า คนแล้วคนเล่า เนืองแน่นเต็มประดาเป็นประจักษ์ถึงความจำเป็น

รถเครื่องเสียงคันนั้นกำลังนำการปราศรัย “กลุ่มหมออนามัย” ในเครื่องแบบ เสื้อสีฟ้าโห่ร้องแย้มรอยยิ้ม สองมือขึงป้ายผ้าแสดงถิ่นฐานการทำงาน

“เราได้รับข่าวดีมาแล้วว่า พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน จะถูกเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในเวลา 13.00 น. ของวันนี้” ใครคนนึ่งประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ใครอีกหลายพันคนไม่สามารถเก็บอาการความยินดีไว้ได้อีกต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มคนเหล่านี้ “ลาพักร้อน” มารวมตัวหน้ารัฐสภา แต่นี่คือครั้งแรกที่กฎหมายซึ่งนำเสนอโดย 14,583 ชีวิต กำลังจะบรรลุผล

ทัศนีย์ บัวคำ อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ยอมรับว่า ที่ผ่านมาถูกกีดกันขัดขวางอย่างหนักจาก 7 วิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทยสภา รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่ยอมรับการทำงานของ หมออนามัย

อย่างไรก็ดี ในวันนี้มีความมั่นใจว่าจะสำเร็จ และเชื่อว่าภายในเดือนพ.ย.นี้ จะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิให้กับ “หมออนามัย” ทั้ง 4หมื่นชีวิต

สำหรับ “หมออนามัย” คือกลุ่มบุคคลที่เป็น “ข้าราชการเต็มขั้น” เริ่ม ตั้งแต่ระดับ 4-7 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำ ตำบล (รพ.สต.) โดยบุคคลเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็น “แพทย์” ตามนิยามที่เข้าใจกัน โดยทั่วไป แต่โดยพฤตินัยแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานทั้ง “รักษาพยาบาล” “ส่งเสริมป้องกันโรค” “ควบคุมโรค” และ “การฟื้นฟู”

นั่นหมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสุขภาพของคนในชุมชน เป็น “ด่านแรก” หรือเปรียบเป็น “ที่พึ่ง” ของชาวบ้านตาดำๆ

ทว่า กลุ่มคนเหล่านี้กลับถูก “ครหา” และ “หยามเหยียด” มาโดยตลอดว่าเป็น “หมอ เถื่อน” หรือกระทั่ง “ไม่มีความรู้” เพียงพอที่จะมาให้การรักษาคนไข้ นอกจากนี้ทุกการรักษาเพื่อประคับประคองชีวิตของผู้ป่วยโดยหมออนามัย กลับเปิดช่องให้ “ถูกฟ้อง” ได้ตลอดเวลา ... เรียกได้ว่า ขา 1 ข้าง เหยียบไว้ในห้องขังแล้ว

ตามโครงสร้างของรพ.สต. แน่นอนว่าต้องมี “พยาบาลวิชาชีพ” ประจำอยู่ ... ในบางแห่ง พยาบาลวิชาชีพ เป็นเพียงอัตราเดียวที่มี“สภาวิชาชีพ” รองรับ นั่นหมายความว่ามีโอกาสได้รับทั้งเงินเดือนและเบี้ยตามวิชาชีพ ในขณะที่ “หมออนามัย” ซึ่งทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ และไม่ได้มีภาระงานน้อยกว่า “พยาบาลวิชาชีพ” แต่อย่างใด กลับได้รับเงินเพียงเศษเนื้อข้างเขียง

จึงไม่มีเหตุผลใดที่คู่หรือหนักแน่นพ่อจะคัดง้างไม่ให้ก่อกำเนิด “กฎหมาย” เพื่อคุ้มครองและยกระดับ “หมออนามัย” เป็น “วิชาชีพ”

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ได้กำหนดนิยามคำว่า “วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน” หมายถึงวิชาชีพที่กระทำต่อ มนุษย์และสิ่งแวดล้อมในชุมชนเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การควบคุมโรค การตรวจประเมิน และการบำบัดโรคเบื้องต้น

อย่างไรก็ดี ไม่รวมถึงการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และการสาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการ นั้น

นอกจากนี้ มีการกำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณรวมถึงสิทธิและความเป็นธรรมของผู้ที่ประกอบ วิชาชีพสาธารณสุข มีการส่งเสริมให้มีการวิจัยและเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนและองค์กรเกี่ยวกับ การสาธารณสุข มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขอย่างชัดเจน เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และต้องมีความรู้ในวิชาชีพสาธารณสุขโดยได้รับปริญญาในวิชาชีพสาธารณสุขที่ สภาวิชาชีพการสาธารณสุขรับรอง เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ยังได้กำหนดให้เฉพาะบุคคลที่มีใบอนุญาตถึงจะมีสิทธิปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข ได้ โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะการกระทำในฐานะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น และกำหนดข้อจำกัดเงื่อนไขและจรรยาบรรณของการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขของ ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพสาธารณสุข รวมถึงหากมีกรณีมีผู้เสียหายก็สามารถทำหนังสือร้องเรียนผู้ที่กระทำความผิด นั้นยื่นต่อสภาวิชาชีพสาธารณสุขมีบัญญัติบทลงโทษโดยในขั้นสูงสุดคือการเพิก ถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพนั้นได้กระทำความผิดจริง

แม้ย่ำค่ำแต่ฟ้าเปิด  ... 100 ปีที่ผ่านมา กับการเพียรภาวนาความฝันกลายเป็นจริงแล้ว

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ 382 เสียง เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.การสาธารณสุขชุมชน

นพ.พูลชัย จิตอนันตวิทยา ที่ปรึกษาสมาคมวิชาชีพสาธารณ สุข ระบุว่า ภายหลังกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ จะมีการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพ” ของกลุ่มหมออนามัยขึ้นมา โดยสภาวิชาชีพจะกำหนดเกณฑ์ คุณสมบัติ และมาตรฐานของผู้ปฏิบัติวิชาชีพ จากนั้นจะมีการเปิดสอบเพื่อให้หมออนามัยที่ทำงานอยู่แล้วเข้ามาสอบเพื่อคัด กรองผู้ที่มีความสามารถ เมื่อผ่านการสอบก็จะได้รับใบประกอบวิชาชีพ แต่จะต้องมีการมาสอบซ้ำเพื่อต่ออายุทุกๆ 5 ปี

“แน่นอนว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่าย สำหรับคนไข้ก็จะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพจากผู้ให้บริการที่มี มาตรฐาน ส่วนหมออนามัยก็จะได้ศักดิ์ศรี ได้รับการยอมรับ และมีโอกาสได้เบี้ยจากวิชาชีพเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานเพื่อชุมชน ต่อไป” คุณหมอพูลชัย ระบุ

นี่จึงเป็นวันที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เป็นการก่อกำเนิด “วิชาชีพ” สาขาที่ 8 ของวงการสาธารณสุข

- See more at: http://www.hfocus.org/content/2013/10/4978#sthash.frPGiKUD.Z3enwYUd.dpuf

Hfocus -จากเหนือสุดจรดท้ายปลายด้ามขวาน จากเชียงรายไล่เรียงลงสู่ปัตตานี “กลุ่มหมออนามัย” ไม่ต่ำกว่า 3,000 ชีวิต ตบเท้าแสดงพลังหน้ารัฐสภาด้วยความหวัง ... หวังเพียงเพื่อ “ทวงสัญญา” และทวงถามถึง “ศักดิ์ศรี” ที่พึงได้รับ

2 ต.ค. 2556 ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ... 100 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเพียรภาวนาให้ความฝันกลายเป็นจริง

ตั้งแต่ช่วงเช้า “กลุ่มหมออนามัย” ทั่วประเทศ รวมตัวกันอย่างแข็งขั้นบริเวณหน้าพระบรมรูปทรงม้าท่ามกลางท้องฟ้าที่ครึ้มฝน ในวันนี้หัวใจทุกดวงมีเป้าหมายเดียวกัน คือวิงวอนให้สภาผู้แทนราษฎร “เลื่อน” การพิจารณา พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ขึ้นมาให้ความเห็นชอบอย่างเร่งด่วน

10 นาฬิกาตรง สองเท้านำร่างที่ล้นเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นเคลื่อนสู่หน้ารัฐสภาไทย ก้าวแล้วก้าวเล่า คนแล้วคนเล่า เนืองแน่นเต็มประดาเป็นประจักษ์ถึงความจำเป็น

รถเครื่องเสียงคันนั้นกำลังนำการปราศรัย “กลุ่มหมออนามัย” ในเครื่องแบบ เสื้อสีฟ้าโห่ร้องแย้มรอยยิ้ม สองมือขึงป้ายผ้าแสดงถิ่นฐานการทำงาน

“เราได้รับข่าวดีมาแล้วว่า พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน จะถูกเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในเวลา 13.00 น. ของวันนี้” ใครคนนึ่งประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ใครอีกหลายพันคนไม่สามารถเก็บอาการความยินดีไว้ได้อีกต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มคนเหล่านี้ “ลาพักร้อน” มารวมตัวหน้ารัฐสภา แต่นี่คือครั้งแรกที่กฎหมายซึ่งนำเสนอโดย 14,583 ชีวิต กำลังจะบรรลุผล

ทัศนีย์ บัวคำ อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ยอมรับว่า ที่ผ่านมาถูกกีดกันขัดขวางอย่างหนักจาก 7 วิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทยสภา รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่ยอมรับการทำงานของ หมออนามัย

อย่างไรก็ดี ในวันนี้มีความมั่นใจว่าจะสำเร็จ และเชื่อว่าภายในเดือนพ.ย.นี้ จะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิให้กับ “หมออนามัย” ทั้ง 4หมื่นชีวิต

สำหรับ “หมออนามัย” คือกลุ่มบุคคลที่เป็น “ข้าราชการเต็มขั้น” เริ่ม ตั้งแต่ระดับ 4-7 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำ ตำบล (รพ.สต.) โดยบุคคลเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็น “แพทย์” ตามนิยามที่เข้าใจกัน โดยทั่วไป แต่โดยพฤตินัยแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานทั้ง “รักษาพยาบาล” “ส่งเสริมป้องกันโรค” “ควบคุมโรค” และ “การฟื้นฟู”

นั่นหมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสุขภาพของคนในชุมชน เป็น “ด่านแรก” หรือเปรียบเป็น “ที่พึ่ง” ของชาวบ้านตาดำๆ

ทว่า กลุ่มคนเหล่านี้กลับถูก “ครหา” และ “หยามเหยียด” มาโดยตลอดว่าเป็น “หมอ เถื่อน” หรือกระทั่ง “ไม่มีความรู้” เพียงพอที่จะมาให้การรักษาคนไข้ นอกจากนี้ทุกการรักษาเพื่อประคับประคองชีวิตของผู้ป่วยโดยหมออนามัย กลับเปิดช่องให้ “ถูกฟ้อง” ได้ตลอดเวลา ... เรียกได้ว่า ขา 1 ข้าง เหยียบไว้ในห้องขังแล้ว

ตามโครงสร้างของรพ.สต. แน่นอนว่าต้องมี “พยาบาลวิชาชีพ” ประจำอยู่ ... ในบางแห่ง พยาบาลวิชาชีพ เป็นเพียงอัตราเดียวที่มี“สภาวิชาชีพ” รองรับ นั่นหมายความว่ามีโอกาสได้รับทั้งเงินเดือนและเบี้ยตามวิชาชีพ ในขณะที่ “หมออนามัย” ซึ่งทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ และไม่ได้มีภาระงานน้อยกว่า “พยาบาลวิชาชีพ” แต่อย่างใด กลับได้รับเงินเพียงเศษเนื้อข้างเขียง

จึงไม่มีเหตุผลใดที่คู่หรือหนักแน่นพ่อจะคัดง้างไม่ให้ก่อกำเนิด “กฎหมาย” เพื่อคุ้มครองและยกระดับ “หมออนามัย” เป็น “วิชาชีพ”

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ได้กำหนดนิยามคำว่า “วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน” หมายถึงวิชาชีพที่กระทำต่อ มนุษย์และสิ่งแวดล้อมในชุมชนเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การควบคุมโรค การตรวจประเมิน และการบำบัดโรคเบื้องต้น

อย่างไรก็ดี ไม่รวมถึงการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และการสาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการ นั้น

นอกจากนี้ มีการกำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณรวมถึงสิทธิและความเป็นธรรมของผู้ที่ประกอบ วิชาชีพสาธารณสุข มีการส่งเสริมให้มีการวิจัยและเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนและองค์กรเกี่ยวกับ การสาธารณสุข มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขอย่างชัดเจน เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และต้องมีความรู้ในวิชาชีพสาธารณสุขโดยได้รับปริญญาในวิชาชีพสาธารณสุขที่ สภาวิชาชีพการสาธารณสุขรับรอง เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ยังได้กำหนดให้เฉพาะบุคคลที่มีใบอนุญาตถึงจะมีสิทธิปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข ได้ โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะการกระทำในฐานะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น และกำหนดข้อจำกัดเงื่อนไขและจรรยาบรรณของการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขของ ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพสาธารณสุข รวมถึงหากมีกรณีมีผู้เสียหายก็สามารถทำหนังสือร้องเรียนผู้ที่กระทำความผิด นั้นยื่นต่อสภาวิชาชีพสาธารณสุขมีบัญญัติบทลงโทษโดยในขั้นสูงสุดคือการเพิก ถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพนั้นได้กระทำความผิดจริง

แม้ย่ำค่ำแต่ฟ้าเปิด  ... 100 ปีที่ผ่านมา กับการเพียรภาวนาความฝันกลายเป็นจริงแล้ว

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ 382 เสียง เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.การสาธารณสุขชุมชน

นพ.พูลชัย จิตอนันตวิทยา ที่ปรึกษาสมาคมวิชาชีพสาธารณ สุข ระบุว่า ภายหลังกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ จะมีการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพ” ของกลุ่มหมออนามัยขึ้นมา โดยสภาวิชาชีพจะกำหนดเกณฑ์ คุณสมบัติ และมาตรฐานของผู้ปฏิบัติวิชาชีพ จากนั้นจะมีการเปิดสอบเพื่อให้หมออนามัยที่ทำงานอยู่แล้วเข้ามาสอบเพื่อคัด กรองผู้ที่มีความสามารถ เมื่อผ่านการสอบก็จะได้รับใบประกอบวิชาชีพ แต่จะต้องมีการมาสอบซ้ำเพื่อต่ออายุทุกๆ 5 ปี

“แน่นอนว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่าย สำหรับคนไข้ก็จะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพจากผู้ให้บริการที่มี มาตรฐาน ส่วนหมออนามัยก็จะได้ศักดิ์ศรี ได้รับการยอมรับ และมีโอกาสได้เบี้ยจากวิชาชีพเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานเพื่อชุมชน ต่อไป” คุณหมอพูลชัย ระบุ

นี่จึงเป็นวันที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เป็นการก่อกำเนิด “วิชาชีพ” สาขาที่ 8 ของวงการสาธารณสุข

- See more at: http://www.hfocus.org/content/2013/10/4978#sthash.frPGiKUD.Z3enwYUd.dpuf

Hfocus -จากเหนือสุดจรดท้ายปลายด้ามขวาน จากเชียงรายไล่เรียงลงสู่ปัตตานี “กลุ่มหมออนามัย” ไม่ต่ำกว่า 3,000 ชีวิต ตบเท้าแสดงพลังหน้ารัฐสภาด้วยความหวัง ... หวังเพียงเพื่อ “ทวงสัญญา” และทวงถามถึง “ศักดิ์ศรี” ที่พึงได้รับ

2 ต.ค. 2556 ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ... 100 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเพียรภาวนาให้ความฝันกลายเป็นจริง

ตั้งแต่ช่วงเช้า “กลุ่มหมออนามัย” ทั่วประเทศ รวมตัวกันอย่างแข็งขั้นบริเวณหน้าพระบรมรูปทรงม้าท่ามกลางท้องฟ้าที่ครึ้มฝน ในวันนี้หัวใจทุกดวงมีเป้าหมายเดียวกัน คือวิงวอนให้สภาผู้แทนราษฎร “เลื่อน” การพิจารณา พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ขึ้นมาให้ความเห็นชอบอย่างเร่งด่วน

10 นาฬิกาตรง สองเท้านำร่างที่ล้นเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นเคลื่อนสู่หน้ารัฐสภาไทย ก้าวแล้วก้าวเล่า คนแล้วคนเล่า เนืองแน่นเต็มประดาเป็นประจักษ์ถึงความจำเป็น

รถเครื่องเสียงคันนั้นกำลังนำการปราศรัย “กลุ่มหมออนามัย” ในเครื่องแบบ เสื้อสีฟ้าโห่ร้องแย้มรอยยิ้ม สองมือขึงป้ายผ้าแสดงถิ่นฐานการทำงาน

“เราได้รับข่าวดีมาแล้วว่า พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน จะถูกเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในเวลา 13.00 น. ของวันนี้” ใครคนนึ่งประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ใครอีกหลายพันคนไม่สามารถเก็บอาการความยินดีไว้ได้อีกต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มคนเหล่านี้ “ลาพักร้อน” มารวมตัวหน้ารัฐสภา แต่นี่คือครั้งแรกที่กฎหมายซึ่งนำเสนอโดย 14,583 ชีวิต กำลังจะบรรลุผล

ทัศนีย์ บัวคำ อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ยอมรับว่า ที่ผ่านมาถูกกีดกันขัดขวางอย่างหนักจาก 7 วิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทยสภา รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่ยอมรับการทำงานของ หมออนามัย

อย่างไรก็ดี ในวันนี้มีความมั่นใจว่าจะสำเร็จ และเชื่อว่าภายในเดือนพ.ย.นี้ จะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิให้กับ “หมออนามัย” ทั้ง 4หมื่นชีวิต

สำหรับ “หมออนามัย” คือกลุ่มบุคคลที่เป็น “ข้าราชการเต็มขั้น” เริ่ม ตั้งแต่ระดับ 4-7 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำ ตำบล (รพ.สต.) โดยบุคคลเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็น “แพทย์” ตามนิยามที่เข้าใจกัน โดยทั่วไป แต่โดยพฤตินัยแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานทั้ง “รักษาพยาบาล” “ส่งเสริมป้องกันโรค” “ควบคุมโรค” และ “การฟื้นฟู”

นั่นหมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำงานอย่