ข้อมูลประกอบการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนฯ(25กพ53)
สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข อาคาร 4 ชั้น 5 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 08-1809-6534, 08-1993-7420, 08-5555-3480 www.hpathailand.org
ข้อมูลประกอบการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข
สภาผู้แทนราษฎร
(เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 1 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 1)
ผู้นำเสนอ 1) นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายไพศาล บางชวด
2) อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นางทัศนีย์ บัวคำ
3) เลขาธิการสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายสมบัติ ชูเถื่อน
4) ที่ปรึกษา สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายแพทย์พูลชัย จิตอนันตวิทยา
5) รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ ณ หนองคาย (ที่ปรึกษาสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข)
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ประเด็นการนำเสนอ แยกเป็น 4 ส่วน
ส่วนที่ 1 เจตนารมณ์ของการมี พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข
โดย นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายไพศาล บางชวด
ส่วนที่ 2 เหตุผลสนับสนุนการมี พร บ.วิชาชีพการสาธารณสุข
โดย ที่ปรึกษาสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นพ. พูลชัย จิตอนันตวิทยา
ส่วนที่ 3 ปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อน พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข
(ในรอบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 จนถึงปัจจุบัน)
โดย อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นางทัศนีย์ บัวคำ
ส่วนที่ 4 ผลการศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้การขับเคลื่อน พระราชบัญญัติวิชาชีพการ สาธารณสุข เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงในทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ และตอบความคิดเห็นของสภาวิชาชีพต่างๆ
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ ณ หนองคาย (ที่ปรึกษาสมาคมฯ)
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เจตนารมณ์ของการมีพระราชบัญญัติ วิชาชีพการสาธารณสุข
นำเสนอข้อมูลโดย: นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายไพศาล บางชวด
หลักการ
● เหตุผลในการเสนอ ขอให้มีพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขในครั้งนี้ คือ
1) มีความสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 3 ส่วนที่ 9 มาตรา 51 บัญญัติรับรองสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐของประชาชน ผู้เป็นบุคคลทั่วไป และประชาชนเป็นผู้บุคคลผู้ยากไร้ เสมอกัน อย่างเหมาะสม และได้มาตรฐาน ซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์ ตลอดจนผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
2) เพื่อให้สิทธิดังกล่าวของประชาชนได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ได้บัญญัติไว้ในหมวด 5 แนวนโยบายแห่งรัฐ ส่วนที่ 4 มาตรา 80 (2) โดยกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพอันนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ของประชาชน รวมทั้งจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่าง ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการ สาธารณสุข โดยผู้มีหน้าที่ให้บริการดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ดังนั้น การกระทำใดๆ ก็ตามที่จะสนับสนุน ส่งเสริม หรือคุ้มครองประชาชนให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและทั่วถึง จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะเดียวกันผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวก็ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้วย มิใช่ปล่อยให้กระทำการไปอย่างขาดการควบคุมจนประชาชนได้รับบริการที่ต่ำว่า มาตรฐานและขาดจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ให้บริการสาธารณสุขทุกประเภทจึงพึงต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ รวมทั้งหมออนามัย หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานีอนามัย หรือในชุมชนเหล่านี้ด้วย
3) ปัจจุบันการปฏิบัติการให้บริการด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคยังไม่มี มาตรฐานวิชาชีพ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ รวมถึงมาตรฐานของงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมสาธารณะ โดยให้มีการตรากฎหมายรับรองเป็นการเฉพาะ ในขณะที่บริบทและสถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบ
สุขภาพ และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาวะโลกร้อน และการเกิดโรคก็มีความรุนแรง โรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ ตลอดจนการดิ้นรนของประชาชนเพื่อซื้อสุขภาพดี ขณะที่สังคมและเศรษฐกิจเป็นลักษณะที่ไม่พอเพียง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสุขภาพทั้งสิ้น และยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้เช่นกัน
● สาระสำคัญของการมีกฎหมายในการควบคุมวิชาชีพ เน้นที่การมีมาตรฐานและจริยธรรม/จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ โดยให้มีการพัฒนาองค์ความรู้เป็นการเฉพาะของกลุ่มบุคลากรสาธารณสุข และ/หรือหมออนามัย จนสามารถระบุขอบเขต หรืออาณาจักรที่เป็นอิสระเชิงวิชาการ และบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรม และมีความรู้ความสามารถจนถึงขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีได้อย่างเหมาะสม หรือมีศิลปะในการทำงานนั้นได้ด้วยตนเอง โดยมิต้องอยู่ภายใต้การกำกับควบคุม หรือสั่งการจากบุคคลอื่น ซึ่งในปัจจุบันโดยพฤตินัยแล้วระบบได้ปล่อยให้บุคคลเหล่านี้กระทำโดยอิสระใน การให้บริการอยู่แล้วอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 96 ปี ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีการควบคุมจำกัด และจะต้องเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะมีแพทย์และบุคลากรอื่นอย่างเพียงพอ หากบุคลากรเหล่านี้ไม่มีความเป็นวิชาชีพ ก็ย่อมหมายถึงประชาชนไม่ได้รับบริการที่มีมาตรฐานตามไปด้วย ประการที่สำคัญประชาชนยังได้รับบริการที่ต่ำกว่าสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญมาอย่างยาวนาน จึงน่าจะถึงเวลาที่สมควรที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องนี้ โดยการตรากฎหมายออกมารองรับความเป็นวิชาชีพ เพื่อเป็นการกำกับควบคุมมาตรฐานและจริยธรรมของบุคลากรเหล่านี้
● งานสาธารณสุขเป็นงานที่สำคัญที่ทุกฝ่ายยอมรับ และประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เกี่ยวกับการพัฒนาสุขภาพของประชาชนในด้านการสาธารณสุขมูลฐาน(PHC) ลักษณะของงานสาธารณสุขมีความชัดเจนที่ไม่มีความทับซ้อนกับวิชาชีพอื่น กล่าวคือ มีการประเมินความเสี่ยงและการดูแลความปลอดภัยในสถานประกอบการและชุมชน (Risk assessment and work safety) การสุขาภิบาลและการดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน (EIA, HIA) การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ การเฝ้าระวัง คัดกรอง และควบคุมการป้องกันการเกิดโรคในชุมชน การรายงานและจัดการฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุข การวินิจฉัยชุมชนและแก้ปัญหาสาธารณสุขของชุมชน การดูแลความเป็นธรรมของสุขภาพคนในชุมชน การสร้างและพัฒนาระบบและกลไกการขับเคลื่อนสุขภาพของชุมชนให้พร้อมเพื่อรอง รับการพัฒนาประเทศ และเทคโนโลยี อย่างมีประสิทธิภาพ และการประสานความร่วมมือในการแก้ปัญหาสาธารณสุขแบบองค์รวม ร่วมกับทุกวิชาชีพต่างๆ
เหตุผลสนับสนุนการเสนอให้มี พรบ.วิชาชีพสาธารณสุข
นำเสนอข้อมูลโดย: นายแพทย์พูลชัย จิตอนันตวิทยา ที่ปรึกษาสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข
เหตุผล
● ทำไมประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนามาตรฐานคน และมาตรฐานงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กล่าวคือ
1) ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมเสี่ยงร่วมกับการเกิดโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่ได้สัดส่วนเพียงพอต่อการลดความเสี่ยง ขาดกิจกรรมทางกาย หรือการออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ ดื่มสุราและเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์และของมึนเมา ความเครียด รวมถึงกรรมพันธุ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประเพณี และสภาพสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และโรคอ้วน
2) ในปี พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา คนไทยเริ่มป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดสมองตีบ/ตัน และโรคปอดอุดตันเรื้อรัง จำนวน 718,297 ราย เฉลี่ยเดือนละ 60,000 ราย หรือป่วยเพิ่มนาทีละ 1 คน
3) หลังจากที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองเมื่อปี 2545 สัดส่วนการใช้บริการในสถานบริการสาธารณสุขของประชาชน มีแนวโน้มไปใช้บริการที่สถานีอนามัย หรือหน่วยบริการปฐมภูมิเพิ่มขึ้น และประชาชนมีความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการของเจ้าหน้าที่ในหน่วยบริการปฐมภูมิ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันมีผู้รับบริการที่สถานีอนามัยมากกว่าร้อยละ 48
● ปัจจัยเร่งที่สำคัญต่อการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมวิชาชีพ
1) การถ่ายโอนงานบริการสาธารณะด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้กับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ซึ่งในปี พ.ศ. 2553 นี้ จะมีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 501 แห่ง และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จำนวน 27 แห่ง ได้แสดงเจตจำนงขอรับการถ่ายโอนสถานีอนามัย
2) ภาวะโลกร้อนและการเกิดโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐในระดับประเทศ ต้องหยุดชะลอลง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทันต่อสถานการณ์ เช่น ปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ปัญหาการเกิดภัยพิบัติจากน้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งสถานีอนามัยถือเป็นกลไกการจัดการในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับชุมชนท้อง ถิ่นและประชาชน จำเป็นต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีทักษะ ความรู้และความสามารถที่จะป้องปรามและรองรับได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน
3) การแพร่ระบาดของสื่อที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ ทั้งในเรื่องความเชื่อ การวิจัยที่ไม่ได้มาตรฐานและด่วนสรุป การเสนอขายสินค้าและบริการ ประชาชนไร้ที่พึ่งในการคัดกรองข่าวสาร รวมถึงขาดการนำกฎหมายไปบังคับใช้ และกฎหมายหลายฉบับของกระทรวงสาธารณสุขไม่ทันต่อยุคสมัยและสภาวการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
4) สังคมโลก รวมถึงสังคมไทยเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ
ปัญหา-อุปสรรคการขับเคลื่อน พรบ.วิชาชีพสาธารณสุข
นำเสนอข้อมูลโดย: อุปนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นางทัศนีย์ บัวคำ
ลำดับเหตุการณ์พอสรุปได้ ดังนี้
1) ในรอบปีที่ผ่านมา นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายไพศาล บางชวด พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร และสมาชิก ซึ่งมีฉันทามติร่วมกันจากการแถลงการณ์ต่อเนื่องในที่ประชุมสมาคมวิชาชีพ สาธารณสุขตามภาคต่างๆ รวม 4 ภาคทั่วประเทศ ในระหว่างเดือนเมษายน จนถึงเดือนกรกฎาคม 2552 โดยตัวแทนของกลุ่มบุคลากรสาธารณสุข และกลุ่มที่เรียกตนเองว่า หมออนามัย ที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานีอนามัย หรือสถานบริการของรัฐประเภทอื่นๆ (เป็นกลุ่มที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับความเป็นวิชาชีพ) ได้พยายามที่จะขับเคลื่อนและผลักดันให้มีกฎหมายรองรับความเป็นวิชาชีพของ กลุ่มตนเอง โดยอาศัยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 80 (2)
2) วันที่ 5 สิงหาคม 2552 ร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ…… ซึ่งเป็นฉบับที่กลั่นกรองโดยทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และผู้แทนคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้มอบให้ ส.ส.นิภา พริ้งศุลกะ พร้อมด้วย ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 20 ท่าน ร่วมลงลายมือชื่อเพื่อเสนอขอให้มีกฎหมายวิชาชีพสาธารณสุขต่อรัฐสภา
3) วันที่ 11 สิงหาคม 2552 (หนังสือที่ สวส 119/2552 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2552) นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายไพศาล บางชวด พร้อมด้วยกรรมการ เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย เพื่อเสนอร่าง พรบ. 2 ฉบับ คือ พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ…… และ พรบ.การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค พ.ศ…..
4) วันที่ 19 สิงหาคม 2552 สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและหมออนามัยจาก 4 ภาค และกลุ่มตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุข รวมกว่า 8,000 คน ได้เดินทางมายื่นเสนอร่าง พรบ. 2 ฉบับ ในนามภาคประชาชน ฉบับแรก คือ พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ… และฉบับที่สอง คือ พรบ.การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค พ.ศ… ต่อนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ ณ บริเวณอาคารรัฐสภา
5) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือด่วนมาก ที่ นร 0404/4809 ลงวันที่ 14 กันยายน 2552 แจ้งให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ….. ถึงผลดี ผลเสีย และสมควรให้คำรับรอง หรือไม่รับรอง พร้อมเหตุผลประกอบ และมีนโยบายในเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร หากมีนโยบายได้ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับของรัฐบาลแล้ว หรือยู่ระหว่างการดำเนินการหรือไม่ อย่างไร และให้แจ้งผลให้สำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทราบ ภายในวันที่ 25 กันยายน 2552
6) สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขได้ทำหนังสือติดตามความคืบหน้าในการพิจารณาเสนอร่าง พระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ….. ไปยังนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามหนังสือที่ สวส 143/2552 ลงวันที่ 16 กันยายน 2552 ว่าได้มีการนำเข้าบรรจุวาระพิจารณาของสภาได้ทันในสมัยประชุม (เดือนสิงหาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน 2552) หรือไม่ อย่างไร
7) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือ ที่ นร 0404/4410 ลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อติดตามและเร่งรัดผลการพิจารณาเสนอร่าง พรบ.ทั้งสองฉบับ พร้อมทั้งขอทราบเพิ่มเติมว่ากระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการยกร่าง พรบ.ทั้งสองฉบับนี้หรือไม่ อย่างไร หากกำลังยกร่าง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใด
สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนการเสนอขอให้มีกฎหมายวิชาชีพสาธารณสุขใน ครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเตรียมข้อมูลเชิงวิชาการรองรับ ในขณะที่สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขไม่ได้รับการแจ้งตอบกลับถึงผลการพิจารณาใน เรื่องนี้แต่ประการใดจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข
9) กระทรวงสาธารณสุขใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้เป็นเวลากว่า 2 เดือน ขณะที่มีผู้แทนของสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขได้ติดตามเรื่องนี้โดยตลอด จนกระทั่งพบว่า มีบันทึกข้อความ ที่ สธ 0201.142.1/1514 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2542 ลงนามโดย นพ.เสรี หงส์หยก รองปลัด กระทรวงสาธารณสุข โดยมีกลุ่มกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดำเนินการและตั้งเรื่องเพื่อนำ เสนอข้อมูลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นการรายงานข้อมูลเดิมสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีการพิจารณาและไม่รับหลักการ ทำให้ พรบ.ฉบับสมัย สนช.ตกไป นอกจากนี้ยังอ้างถึงความเห็นของสภาวิชาชีพต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกร่าง พรบ.วิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งเป็นคนละฉบับกับที่สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันยื่นเสนอขอให้มีกฎหมายวิชาชีพสาธารณสุขไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552
เมื่อวิเคราะห์ถึงเนื้อหาข้อความที่ระบุในหนังสือที่ลงนามโดย นพ.เสรี หงส์หยก และหนังสือที่จะส่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามนั้น (มีการยับยั้งไว้ก่อน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย ยังไม่ได้ลงนาม) เนื้อหาของข้อความเป็นลักษณะของการดูหมิ่นดูแคลนบุคลากรสาธารณสุข และหมออนามัยเหล่านี้ และยังมีอีกข้อความที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ “กระทรวง สาธารณสุขจะไม่เสนอร่างกฎหมายเช่นนี้อีก”
10) สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากที่กล่าวข้างต้น โดยได้รับเอกสารจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามสำเนาหนังสือกระทรวงสาธารณสุข ด่วนที่สุด ที่ สธ 0205. 05.1/4375 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 โดยแจ้งผลการดำเนินการตามที่สภาผู้แทนราษฎรขอหารือในกรณีที่ประธานสภาผู้แทน ราษฎรเร่งบรรจุร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุขพ.ศ. ….. ฉบับที่สมาคมฯ และสมาชิก ได้ไปร่วมกันยื่นเสนอต่อนายกรัฐมนตรี นายอธิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และประธาน สภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552 ที่บริเวณอาคารรัฐสภา
ข้อความในหนังสือฉบับดังกล่าว ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 เพื่อระบุคำชี้แจงต่อประธานสภาผู้แทน ราษฎร มีเนื้อหาข้อความทำนองเดียวกับหนังสือที่ นพ.เสรี หงส์หยก เสนอตั้งเรื่องเพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามถึงสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และยังได้กล่าวอ้างถึงความเห็นของสภาวิชาชีพต่างๆ (ทั้ง 6 สภาวิชาชีพ) ว่า สภาวิชาชีพทั้งหมดเห็นว่า ยังไม่ความจำ เป็นต้องมีร่าง พรบ.ดังกล่าว และอ้างถึง พรบ.ฉบับที่เสนอในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีมติไม่รับหลักการ จึงทำให้ร่าง พรบ.ฉบับนั้นตกไป พร้อมทั้งอ้างอิงถึงกรณีที่มีการแจ้งให้ประธานชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ทราบแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 ว่าให้ไปวิเคราะห์เนื้อหารายละเอียดความจำเป็นในการตรากฎหมายและหาข้อยุติ ความเห็นกับสภาวิชาชีพต่างๆ โดยไม่มีการติดต่อประสานมายังสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้มีการบรรจุเข้าวาระพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร รวมระยะเวลานานกว่า 7 เดือน นับว่าเป็นการทำงานที่มีความล่าช้าเกินกว่ากำหนด และขาดประสิทธิภาพ
11) ต่อมากระทรวงสาธารณสุข โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ วราชิต มีหนังสือแจ้งไปยังสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข เพื่อขอเชิญประชุมหารือเกี่ยวกับการเสนอขอให้มี พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข ในวันที่ 12 มกราคม 2553 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมรับรอง ชั้น 5 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีผู้แทนของสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นำโดย นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กรรมการบริหารสมาคมฯ สมาชิก และที่ปรึกษาสมาคมฯ นพ.พูลชัย จิตอนันตวิทยา พร้อมทั้งบุคลากรสาธารณสุข และหมออนามัย รวมกว่า 150 คน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนสภาวิชาชีพ 6 สภา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุข
ผลสรุปการประชุมในวันที่ 12 มกราคม 2553 นพ.ไพจิตร์ วราชิต กล่าวต่อที่ประชุมว่า “ยินดีสนับสนุนให้มี พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข” โดยที่ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงท่าทีและออกมายอมรับผิดถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด และจะเร่งดำเนินการตอบข้อหารือไปยังสภาผู้แทนราษฎร และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยที่สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขได้เสนอต่อที่ประชุมในวันดังกล่าวเพิ่มเติมว่า ลำดับ แรก ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาดตามที่มีหนังสือตอบชี้ แจงต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 โดยระบุข้อความใหม่ที่เป็นลักษณะของการชี้แจงข้อมูลใหม่ และให้มีการรับรองและสนับสนุนให้มี พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ….. ฉบับที่เสนอเข้าสภาแล้ว และลำดับที่สอง ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการตอบข้อหารือไปยังสำนักเลขาธิการนายก รัฐมนตรี ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2552 (และฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2552 สมาคมฯ รับทราบภายหลัง) ซึ่งสอบถามมายังกระทรวงสาธารณสุขว่า ให้ เร่งรัดผลการดำเนินการและมีนโยบายสนับสนุนร่าง พรบ.ทั้งสองฉบับ หรือไม่ อย่างไร คือ ร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ…. และร่าง พรบ.การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแห่งชาติ พ.ศ….. และลำดับสุด ท้าย เมื่อกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตอบข้อหารือและชี้แจงไปยังสองหน่วยงานดัง กล่าวเสร็จสิ้นแล้ว จึงดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาและวิเคราะห์เนื้อหาสาระสำคัญของร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุขในภายหลัง ส่วนการกล่าวอ้างว่า สภาวิชาชีพต่างๆ ทั้ง 6 สภา ที่มีความเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับการมี พรบ.วิชาชีพสาธารณสุขนั้น จึงนำไปพิจารณาในขั้นตอนการแปรญัตติของกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร
ในระหว่างที่มีการประชุมหารือนั้น ผู้แทนสภาวิชาชีพสาธารณสุขทั้ง 6 สภาดังกล่าว ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านและไม่พึงพอใจแต่ประการใดจาก การนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจากผู้แทนสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และยอมรับว่า ไม่เคยมีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุขฉบับที่กลั่นกรองโดยทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์มา ก่อน หรือแม้แต่มีหนังสือสอบถามความเห็นจากกระทรวงสาธารณสุขไปยังสภาวิชาชีพต่างๆ หรือไม่ ก็ไม่เคยปรากฏ ดังนั้น รายงานทั้งหมดที่กระทรวงสาธารณสุขได้ตอบชี้แจงไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการเตรียมตั้งเรื่องเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) บันทึกข้อความ ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ในการตอบข้อหารือของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นข้อมูลที่บิด เบือนประเด็นจากข้อเท็จจริง และเนื้อหาไม่ตรงกับประเด็นกับการสอบถามข้อคิดเห็นจากทั้งสองหน่วยงาน ประการที่สำคัญ กระทรวงสาธารณสุขโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่เคยสอบถามข้อมูลจากนายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข หรือผู้แทนของสมาคมฯ เพื่อชี้แจงถึงข้อเท็จจริงของการเสนอขอให้มีการยกร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดัง กล่าวแต่ประการใด จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์เรียกร้องโดยมีเวทีชุมนุมของบุคลากรสาธารณสุข และหมออนามัย รวมกว่า 2,200 คน เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 ณ บริเวณหน้าอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
12) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ประกาศนโยบาย 10 ข้อ และ 1 ใน 10 ข้อ ให้ความสำคัญกับการออกกฎหมายที่สนับสนุนงานของกระทรวงสาธารณสุข เช่น พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข จากนั้นมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณายกร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข ในนามของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขคำนวณเวลาเพื่อให้มีการบรรจุเข้าวาระการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร และให้มีการหยิบยกร่าง พรบ.ฉบับนี้ ขึ้นมาพิจารณาในขั้นตอนการรับหลักการให้ทันในสมัยประชุมสภานี้ (เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2553) คาดว่าอาจไม่ทันการณ์
13) วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายไพศาล บางชวด และคณะ พร้อมด้วยผู้แทนสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมประชุมและชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เกี่ยวกับความเป็นมาและเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. …. ฉบับที่ยื่นเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ เพื่อให้ร่าง พรบ.ฉบับนี้มีทิศทางไปในแนวทางเดียวกับกฎหมายด้านสุขภาพอื่นๆ
14) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. …. เพื่อพิจารณาและเสนอความคิดเห็นต่อการเสนอร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ….. ที่ประชุมยืนยันให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ ตอบข้อหารือไปยังสองหน่วยงานโดยให้มีการรับรองและสนับสนุนร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. …. ฉบับที่กลั่นกรองโดยทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นฉบับที่เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 และเป็นฉบับเดียวกับที่เสนอโดยสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุข/หมออนามัย ในนามภาคประชาชน ไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552 ณ บริเวณอาคารรัฐสภา
15) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00 น. นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข พร้อมด้วยสมาชิก และบุคลากรสาธารณสุข/หมออนามัย รวม 200 คน เดินทางมาส่งมอบบัญชีรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอขอให้มีพระราชบัญญัติวิชาชีพการ สาธารณสุข รวม 20,000 รายชื่อ โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ เป็นผู้รับมอบบัญชีรายชื่อดังกล่าว ณ ห้องโถง อาคารรัฐสภา 1
16) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 10.00 – 12.30 น. นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้แทน จำนวน 4 คน คือ นางทัศนีย์ บัวคำ อุปนายก นายสมบัติ ชูเถื่อน เลขาธิการ นายอเนก ทิมทับ รองเลขาธิการ และที่ปรึกษาสมาคม รศ.ดร.สุรชาติ ณ หนองคาย และ นพ.พูลชัย จิตอนันตวิทยา ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอข้อมูลและชี้แจงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับยื่นเสนอขอให้มีพระราช บัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข ผลที่ได้จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการฯ ยังไม่สรุปชี้ชัด เนื่องจากเป็นการประชุมนัดแรก คณะกรรมาธิการฯ ขอรับฟังข้อคิดเห็นจากกรรมาธิการ และจากผู้แทนของสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขในเบื้องต้นก่อน
สรุป
ในรอบปีที่ผ่านมา (เมษายน 2552 จนถึงปัจจุบัน) สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขเป็นองค์กรแกนนำในการขับเคลื่อนการเสนอขอให้มีการยก ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสาธารณสุข พ.ศ. …. โดยขอความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องในการผลิตบุคลากรด้านสาธารณ สุขเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาคมหมออนามัย และกลุ่มต่างๆ ได้ร่วมกันตัดสินใจยื่นเสนอขอให้มีกฎหมายวิชาชีพสาธารณสุข และมอบให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 24 ท่าน เป็นผู้ลงนามยื่นเสนอ ร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ….. เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 นั่นคือช่องทางหนึ่งในการเสนอขอให้มีกฎหมายดังกล่าว ต่อมานายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายไพศาล บางชวด พร้อมด้วยคณะบุคลากรสาธารณสุข หมออนามัยจากทั่วประเทศ และผู้แทน อสม. รวมกว่า 8,000 คน เดินทางมายื่นเสนอร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ…. และ ร่าง พรบ.การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค พ.ศ….. ในนามภาคประชาชน โดยมีนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ เดินทางออกมารับร่าง พรบ.ทั้งสองฉบับด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552 ณ บริเวณอาคารรัฐสภา วิธีการนี้ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางของการเสนอให้มีกฎหมาย
ปัญหาขณะนี้จึงอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข และ/หรือสภาวิชาชีพต่างๆ ทั้ง 6 สภา ที่แสดงเจตนาไม่เห็นด้วยกับ ร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุขครั้งนี้ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎร มีเจตนาในการเร่งบรรจุร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ….. เข้าวาระการพิจารณาของสภาฯ และมีความเห็นว่า มีความจำเป็นในการตรากฎหมายฉบับนี้ออกมาในภาวะที่สังคมสาธารณะมีความต้องการ และนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีความเห็นในเบื้องต้นว่ามีความสำคัญ โดยที่ทั้งสองหน่วยงาน คือ สภาผู้แทนราษฎร และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือขอหารือไปยัง
กระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งเร่งรัดผลการพิจารณาร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ….(ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์) เพื่อให้การรับรอง หรือไม่รับรองร่าง พรบ.ฉบับดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขควรเร่งดำเนินการวิเคราะห์และหาข้อยุติที่มีความคิดเห็นไม่ ตรงกัน ซึ่งอาจมีการปรับปรุงร่าง พรบ.ฉบับนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในภายหลัง ส่วนกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอให้มีการยกร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุขขึ้นใหม่อีกฉบับ เพื่อเสนอในนามของกระทรวงสาธารณสุขก็สามารถทำได้ โดยควรตั้งต้นจากฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้เป็นร่าง พรบ.ฉบับเดียวกัน แต่ขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยมากว่า 7 เดือนแล้ว สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขจึงมีข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขว่า ควรเร่งตอบข้อหารือไปยังหน่วยงานทั้งสองตามที่ได้ขอความเห็นไปก่อน การเสนอขอให้ พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุขครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากฝ่ายการเมืองต่างเห็นความสำคัญในอนาคตของสังคมไทย โดยต่างให้การสนับสนุนการตราพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขครั้งนี้
- สรุปสาระสำคัญ การประชุมเสวนา สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข (บุคคลที่เข้าร่วมประชุม) 21-23 กรกฎาคม 2553 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ หาดจอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี
- หวั่น พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุข ยุค “จุรินทร์” อืด เหตุ 5 เดือนแล้วเงียบฉี่
- รวมข่าวสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ชุมนุมหน้าสธ.(18มค53)
- ร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ…..ชงเข้า ครม.ภายใน 22 มิย.2553
- หมออนามัยบุกสธ.ร้อง”โดนทิ้ง”